เรื่องทั้งหมดโดย new082

คุมคนงานทำแผนฆ่านายจ้าง ลูกตะโกนลั่น “ทำแม่กูทำไม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (24 เม.ย.) เมื่อเวลา 10.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี คุมตัว นายที อายุ 30 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 256/2560 ในข้อหา “ชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย” ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุ ภายในบ้านหลังหนึ่ง หมู่ 9 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังได้ก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ นางธนพรพรรณ หรือ เจ้สั้น อายุ 42 ปี เจ้าของแผงผักรายใหญ่ที่สุดในตลาดไท ซึ่งเป็นนายจ้าง

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 50 นาย คอยดูแลความเรียบร้อยโดยรอบที่เกิดเหตุบ้านหลังดังกล่าว โดยชาวบ้านจำนวนมากที่ให้ความสนใจ เดินทางมาดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ท่ามกลางเสียงด่าทอ สาปแช่ง

ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คุมตัวนายทีฯ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่จุดที่มีการต่อสู้กันกับผู้เสียชีวิต และจุดที่ไปรื้อค้นทรัพย์สินภายในบ้าน โดยไม่ให้สื่อมวลชนเข้าไปภายในบ้านแต่อย่างใด จากนั้นได้นั่งคุกเข่าไหว้ขอขมาผู้เสียชีวิตบริเวณหน้าบ้าน ท่ามกลางเสียงด่าแช่งของชาวบ้านที่ได้เข้ามาร่วมดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ซึ่งจังหวะนั้นได้มีลูกสาวและลูกชายของผู้เสียชีวิตตะโกนด่าทอว่า “ทำแม่กูทำไม แม่กูอุตส่าห์ให้ข้าวให้น้ำกิน”

ด้าน นายที ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพ ว่าเป็นคนลงมือใช้อาวุธมีดของกลางที่ทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุแทงผู้ตาย โดยโกรธแค้นที่ผู้ตายด่าทอและไล่ออกจากงาน ในวันเกิดเหตุจึงได้เตรียมอาวุธมีดแล้วปีนบ้านผู้ตายเข้าไปรื้อค้นเอาทรัพย์สิน และผู้ตายได้กลับมาพบตนขณะรื้อค้นทรัพย์สิน จึงได้ลงมือใช้อาวุธมีดแทงผู้ตายจนเสียชีวิต หลังเกิดเหตุได้หลบหนีเพื่อจะเดินทางกลับบ้านที่ประเทศกัมพูชา จนกระทั่งถูกจับกุม

ทั้งนี้ หลังทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รีบคุมตัวผู้ต้องหาออกไปจากที่เกิดเหตุ และส่งตัวให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย

ล้างแค้น 10 ปี ฆ่าโหดจอมขมังเวทย์ ยิงทวารให้อาคมเสื่อม

ครอบครัวลงขัน 3 ล้านจ้างวานฆ่าล้างแค้นจอมขมังเวทย์ เชื่อเป็นผู้ทำคุณไสยใส่พ่อจนตายเมื่อสิบกว่าปีก่อน

(24 เม.ย.) พ.ต.อ.ปิยะพันธ์ ภัทรพงศ์สินธุ์ รองผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ พ.ต.อ.อรรคเดช เตจ๊ะราษฏร์ รักษาราชการ ผกก.สภ.อมก๋อย พร้อมชุดสืบสวน สภ.อมก๋อย ทำการจับกุมตัวนายสมพร อายุ 26 ปี นายอธิพันธ์ อายุ
40 ปี และ นางทังอยู่ อายุ 39 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดฮอด ในข้อหาเป็นผู้จ้างวานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

สืบเนื่องมาจากเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ที่ริมถนนในป่าบริเวณหมู่บ้านยางครก หมู่ 7 ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีผู้พบศพนายแสงมณี อายุ 61 ปี หมอผีชาวกะเหรี่ยง หรือจอมขมังเวทย์ชื่อดังของอำเภออมก๋อย และเป็นลูกจ้างหน่วยพิทักษ์ป่ายางแก้ว ต.ยางเปียง อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ มีบาดแผลถูกยิงด้วยปืนลูกซองที่บริเวณลำตัว หลัง สะโพก และ รูทวาร นับรูกระสุนได้กว่า 15 รู นอนตายใกล้รถจักรยานยนต์

หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนสอบสวนพยานหลักฐาน พบเห็นนายสมพร นายอธิพันธ์ อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ กระทั่งทราบว่าทั้งสองร่วมกับนางทังอยู่ว่าจ้างมือปืนต่างถิ่นมาก่อเหตุ จึงได้ออกหมายจับและทำการจับกุมตัวทั้งสามคนได้ที่บ้านของแต่ละคน ขณะที่ตำรวจยังขออนุมัติหมายจับมือปืนและผู้จ้างวานเพิ่มอีกหนึ่งคน

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ให้การรับสารภาพว่า เป็นเครือญาติกัน ในอดีตเมื่อ 10 กว่าปีก่อน บิดานายสมพร เคยถูกคุณไสยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา สร้างความแค้นให้กับนายสมพรและเครือญาติเป็นอย่างมาก พยายามสืบหาคนร้ายฆ่าบิดามานานนับสิบปีแต่ก็ไม่พบตัว และ เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สามีนางทังอยู่ ก็เกิดปวดท้องทุกวัน อุจจาระไม่ออก เหมือนโดนคุณไสยเหมือนบิดานายสมพร ซึ่งนายแสงมณีเป็นหมอผีหรือจอมขมังเวทย์ที่ชาวบ้านนับถือ ก็ขอค่าถอนของเป็นเงิน 100,000 บาท สร้างความโกรธแค้นให้กับครอบครัวผู้ต้องหาอย่างมาก

ทางครอบครัวจึงคาดว่า นายแสงมณี เป็นผู้ทำคุณไสยใส่บิดาจนเสียชีวิตในอดีตที่ตามหามานาน จึงลงขันกันทั้งครอบครัวเป็นเงิน 3,000,000 บาท ว่าจ้างมือปืนจากจังหวัดอุดรธานีมาลงมือสังหารครั้งนี้ โดยตามความเชื่อของโบราณ คนที่เล่นของขลังหากจะให้ของเสื่อมต้องยิงที่ก้น ของที่ทำเข้าคนอื่นก็จะหายไป จึงมีการไปดักยิงนายแสงมณี ก่อนที่จะเข้าไปทำงานที่หน่วยพิทักษ์ป่าในอำเภออมก๋อย ทั้ง ยิงก้น ยิงตัว จนเสียชีวิต ก่อนมือปืนจะหลบหนีไป โดยยังไม่มีการจ่ายเงิน แต่ก็มาถูกจับกุมทั้งหมดก่อน

มังกร เจอโยงดราม่า อุ๊บ วิริยะ แฉดาราชื่อสัตว์พฤติกรรมสุดทน !?

เจอโยงดราม่าเข้าไปเต็มๆ สำหรับพระเอกหนุ่มย่านลาดพร้าว “มังกร ปภาวิน” หลังถูกจ่อไมค์ถามถึงกรณีที่นักปั้นมือทอง “อุ๊บ วิริยะ” ออกโรงแฉลอยๆ ถึงพระเอกดาวรุ่งชื่อคล้ายสัตว์ใหญ่ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีพฤติกรรมสุดทนในการรับงาน จนหลายคนพุ่งเป้ามาที่เจ้าตัว!!

โดยงานนี้นอกจากจะทำเอาหนุ่มมังกรถึงกับต้องรีบออกมาเคลียร์แบบด่วนๆ ว่า เรื่องราวดังกล่าวน่าจะเป็นการตีความผิดของบรรดาขาเม้าท์และตนเองก็ไม่มีได้พฤติกรรมแย่ในการรับงานอย่างที่ถูกกล่าวหาแล้วนั้น เจ้าตัวก็ยังยอมรับด้วยว่าในอดีตตนเคยอยู่ในการดูแลของ “อุ๊บ วิริยะ” มาก่อน แต่ครั้งสุดท้ายที่คุยกันก็ถือได้ว่าเป็นการพุดคุยกันด้วยดีทั้งสองฝ่าย และที่สำคัญทุกวันนี้เจ้าตัวก็ยังคงมองนักปั้นคนดังเป็นพี่ที่เคารพและเป็นผู้มีพระคุณต่อตนเองเสมอ…

ล่าสุดมีประเด็นที่ พี่อุ๊บ วิริยะ เขาออกมาแฉว่าพระเอกชื่อสัตว์ใหญ่ครึ่งบกครึ่งน้ำมีพฤติกรรมไม่ดี คนเลยโยงมาที่เรา ?
“ก็…เคยได้ยินข่าวนะครับ และส่วนตัวมังกรเองก็รู้จักกับพี่อุ๊บเหมือนกัน ถือว่าพี่เขาเป็นผู้มีพระคุณกับมังกรคนหนึ่งเลยด้วย เพราะเคยมีโอกาสได้ร่วมงานกันมาก่อน พี่เขาเป็นผู้ใหญ่ที่ดีคนหนึ่งเลยครับ”

รู้สึกยังไงบ้างที่คนโยงมาว่าเขาหมายถึงเรา เพราะเนื้อข่าวบอกว่านิสัยไม่ดีเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำงาน ?
“ถ้าให้มังกรเดา มังกรคิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องของการเข้าใจผิด เพราะว่างานทุกอย่างของมังกรต้องผ่านผู้ใหญ่ และมันอาจจะเป็นการประสานงานระหว่างผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่หรือเปล่าที่อาจจะคลาดเคลื่อนกัน ซึ่งอันนี้คือสิ่งที่มังกรเดานะ และที่สำคัญทุกอย่างครั้งที่มังกรร่วมงานกับพี่อุ๊บ มังกรก็จะคุยกับคุณพ่อตลอด และคุณพ่อท่านก็จะให้เกียรติพี่อุ๊บมากๆ ดังนั้นมังกรคิดว่าเรื่องนี้มันไม่น่าจะมีปัญหาอะไร น่าจะเป็นคนอื่นหรือเปล่า”

จริงๆ ก่อนหน้านี้เราเคยมีโอกาสได้พูดคุยกับพี่อุ๊บบ้างไหม ?
“เอ่อ…ครั้งสุดท้ายก็ให้คุณพ่อไปนะครับ และมังกรก็ไปด้วย ซึ่งการพูดคุยก็เป็นไปตามปกติ ไม่น่าจะมีอะไร”

ตัวพี่เขาเองเคยมีการเสนองานหรือหางานให้เรามาก่อนหรือเปล่า ?
“เคยมีโอกาสได้ร่วมงานกันครับ แต่ว่ายังไม่เคยได้มีโอกาสทำงานกันเป็นชิ้นเป็นอัน (ยิ้ม)”

พี่เขาส่งงานให้เราหรือว่าหางานให้เราเยอะขนาดไหน พอจะบอกได้ไหม ?
“เอ่อ…เคยมีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในการดูแลดีกว่าครับ และก็มีการผ่านคุณพ่อ คือมีข้อตกลงกันระหว่างผู้ใหญ่ ซึ่งเรื่องรายละเอียดอันนี้มังกรไม่ทราบจริงๆ แต่ถ้าถามถึงงานเป็นชิ้นเป็นอันอันนี้ไม่มี”

นอกจากเรื่องงานแล้ว เห็นว่ามีการยืมเงินเป็นแสนแล้วก็ไม่คืนด้วย ?
“โห…ยืมเงินเป็นแสนเลยเหรอ ไม่มีครับ ทางบ้านผมก็ยังมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ครับ ยืมคุณพ่อคุณแม่ดีกว่า (ยิ้ม) คิดว่าไม่มีอะไรนะครับ ผมคิดว่าผมไม่มีอะไรยืมพี่อุ๊บ”

คิดว่าเพราะอะไรคนถึงโยงมาที่เรา ?
“ไม่น่ามีอะไรนะครับ คือเวลาเจอกับพี่อุ๊บตามงานมังกรก็ยกมือไหว้เสมอ ไหว้ทุกครั้ง ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรส่วนตัวเลยครับ ผู้ใหญ่รอบตัวมังกรก็รู้จักกับพี่อุ๊บ และครั้งสุดท้ายที่คุยคือก็มีการให้เกียรติกันพอสมควรนะ เพราะให้คุณพ่อเป็นคนไปคุยเอง ส่วนเรื่องรายละเอียดอันนี้เราไม่เข้าไปก้าวก่ายดีกว่า เพราะในข้อตกลงแรกที่พี่อุ๊บเข้ามาขอดูแล เขามาขอผ่านคุณพ่อ ดังนั้นในวันหนึ่งที่เราจะเดินทางต่อไปเราก็ให้คุณพ่อไปคุยกับพี่อุ๊บเอง ซึ่งสำหรับตัวมังกรแล้วการที่พี่อุ๊บยังพูดถึงมังกรไม่ว่าจะเป็นด้านไหนมังกรก็ดีใจนะครับ”

ตัวเราเองกับพี่อุ๊บตอนที่ดูแลกันเคยมีการทำสัญญาไหม ?
“ไม่เคยมีลายลักษณ์อักษรแน่นอนครับผม คือเป็นแค่การพูดคุยกัน และหากวันหนึ่งทำตามข้อตกลงที่ทำกับคุณพ่อได้ ก็จะมีการลงรายละเอียดครับ”

พอมีข่าวแบบนี้กลัวคนจะไม่เข้าใจไหมว่าเราอาจจะเป็นอย่างที่พี่อุ๊บพูดจริงๆ ?
“ไม่มีอะไรที่กังวลนะครับ เพราะว่าระยะทางเวลาและการร่วมงานกับผู้ใหญ่ทุกๆ คน มังกรเต็มที่เสมอ และถ้าหากวันหนึ่งเราไม่ดีจริงสุดท้ายการกระทำมันก็ออกมาเอง แต่ ณ วันนี้ัมังกรสามารถพูดได้ว่าผมยังทำได้ดีอยู่ และก็ไม่เคยมีเสียงใดๆ ที่ออกมาบอกว่าผมขาดความรับผิดชอบข้อไหน”

รู้แบบนี้แล้วเราจะยกหูโทรหาพี่อุ๊บเลยไหม เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น ?
“ถ้าหากเขาเอ่ยชื่อผมนะ แต่ผมมั่นใจว่าไม่น่าใช่ เอาเป็นว่ารอให้เขาออกมาบอกเองดีกว่าว่าเป็นใคร เพราะบางทีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำอาจเป็นชื่ออื่นก็ได้ มีเยอะแยะ และยืนยันครับว่าพี่อุ๊บยังเป็นผู้ใหญ่ที่มังกรเคารพรักเสมอ และมีบุญคุณกับมังกรเสมอครับ”

กลัวไหมว่ากระแสข่าวครั้งนี้จะกระทบกับงานของเรา ?
“มังกรคิดว่าผู้ใหญ่เข้าใจนะครับ เพราะว่าสุดท้ายแล้วถ้าหากพี่อุ๊บมีการเอ่ยชื่อมังกรจริงๆ มังกรยินดีเคลียร์นะ เพราะมังกรยืนอยู่บนความจริง ไม่ได้กลัวอะไร ความจริงมันจะบอกทุกอย่างเอง”

ผู้ใหญ่ทางช่องเคยถามเรื่องข่าวบ้างไหม ?
“ผมไม่แน่ใจนะครับว่าพี่อุ๊บเขาพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง แต่ถ้าเป็นเรื่องงาน ผมบอกได้เลยว่าผมไม่เคยเลือกรับงานเลยนะครับ ปีที่แล้วก็รับละคร 3 เรื่อง ทำงาน 7 วัน คือถ้ามีงานเข้ามาเยอะๆ ผมดีใจ งานถูกงานแพงผมไปหมด สมัยก่อนผมร่วมงานกับพี่อุ๊บไม่ได้เงินสักบาทเลยนะครับ ไปร่วมงานบุญกันผมก็ไปด้วยใจจริงๆ”

อย่างตอนนี้พอเราเริ่มดังขึ้น เริ่มเป็นพระเอกที่มีชื่อเสียง การรับงานของเราแต่ละครั้งต้องดูเรื่องเงินเป็นสำคัญไหม ?
“ไม่มี (หัวเราะ) งานไหนให้ผมไปช่วยผมก็ไปด้วยใจ ขนาดน้ำส้มของผม ผมยังแบกไปด้วยตัวเอง คือผมค่อนข้างมั่นใจครับว่าผู้ใหญ่ทุกคนก็น่าจะมองเห็นความตั้งใจของผมครับ”

สุดเศร้า…พริตตี้ลูกสาวเหยื่อคนงานฆ่าโหดโพสต์ “ขาดแม่ไปชีวิตหนูเหมือนตายทั้งเป็น”

เหตุสะเทือนขวัญกรณีคนร้ายใช้อาวุธมีดจ้วงแทง นางพรพรรณ หรือเจ้สั้น อายุ 42 ปี เจ้าของแผงผักรายใหญ่ที่สุดในตลาดไท จนเสียชีวิตในบ้านพักย่านปทุมธานี ภายหลังสอบสวน น.ส.ชมภัคมนธฑ์ ลูกสาวผู้ตายให้การว่า ขณะเกิดเหตุผู้เป็นแม่อยู่บ้านพักเพียงคนเดียว ตนได้โทรศัพท์มาหา ระหว่างที่สนทนากัน ได้ยินเสียงแม่ตะโกนมาทางปลายสายว่า “อย่าทำกู อย่าทำกู” จากนั้นก็เงียบเสียงไป จึงรีบเดินทางกลับมาบ้านพัก และพบว่าแม่ถูกทำร้ายเสียชีวิตอย่างโหดเหี้ยม

คดีฆาตกรรมนี้สร้างความเศร้าสะเทือนใจให้กับคนในสังคมอย่างมาก เนื่องจากลูกสาวผู้ตายได้ยินเสียงขณะที่แม่ถูกทำร้าย เมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบไปยังเฟสบุ๊ค ของ น.ส.ชมภัคมนธฑ์ พบว่ามีผู้คนในสังคมออนไลน์เข้ามาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก จากข้อมูลพบว่าบุตรสาวผู้ตายยังรับจ้างเป็นพริตตี้เพื่อหารายได้หวังช่วยครอบครัว และมีความสนิทสนมกับผู้เป็นแม่ โดยมีการเขียนข้อความระบุถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า

“มันช็อคจนหัวมันโล่งไปหมด กลับบ้านไปเจอแม่ที่รักที่สุดในชีวิตสภาพนั้น เราช่วยอะไรเค้าไม่ได้เลย แม่เป็นคนที่ดีมาก เป็นฮีโร่ของหนูในทุกๆเรื่อง แม่ไม่เคยทำความเดือดร้อนให้ใคร มีแต่ช่วยทุกอย่าง แม้แต่คนที่ฆ่าแม่ แม่ก็ช่วยมันมาตลอด แม่ชอบทำบุญ ทุกๆเย็นแม่จะซื้อดอกไม้มาจัดเปลี่ยนน้ำพระทุกวัน คิดแต่เรื่องทำบุญตลอดเวลา แม่ไม่ควรมาเจออะไรแบบนี้ เป็นผู้หญิงคนเดียวหาเลี้ยงครอบครัวเลี้ยงหนูมาจนถึงวันนี้ แม่เก่งมากๆเลยนะ อดทนปัญหารอบด้านมาตลอด ตั้งแต่จำความได้แม่ไม่เคยได้พักเลย เป็นผู้หญิงคนเดียวที่หาเลี้ยงครอบครัว จากเด็กบ้านนอกอยู่บ้านกระต๊อบเล็กๆ แม่สู้จนครอบครัวเรามีวันนี้ แม่เป็นผู้หญิงที่สุดยอดมากเลยนะที่เลี้ยงหนูมาคนเดียว …
ยังไม่ทันได้ไปเที่ยวกับหนูเลยนะแม่
เงินที่เด็กคนนี้เพิ่งหาได้แม่ยังใช้ไม่หมดเลยนะ
หนูยังไม่ทันได้ตอบแทนคุณแม่เลย
หนูยังไม่ได้บอกลาแม่ครั้งสุดท้ายเลย
หนูยังไม่ได้เลี้ยงแม่ให้สบายๆเลย
ทำไมต้องทำกับแม่หนูแบบนี้..
เป็นวันที่แม่ได้พักจริงๆแล้วนะ..”
นอกจากนี้ยังมีข้อความที่แสดงความเสียใจอีกหลายข้อความ หนึ่งในนั้นระบุว่า “วันนี้ได้รู้แล้วจริงๆว่าขาดแม่ไปชีวิตหนูเหมือนตายทั้งเป็นเลย” ขณะที่ผู้คนในสังคมออนไลน์ และคนที่รู้จักกับน.ส.ชมภัคมนธฑ์ ต่างก็สะเทือนใจกับข้อความเหล่านี้ และเข้ามาให้กำลังใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียเป็นจำนวนมาก

ล่าสุดมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.คลองลึก จ.สระแก้ว สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ทราบชื่อคือนายที สัญชาติกัมพูชา ซึ่งเป็นอดีตลูกจ้างที่ผู้ตายเพิ่งไล่ออกจากงานไป เบื้องต้นทราบว่าคนร้ายโกรธแค้นและประสงค์ต่อทรัพย์จึงกลับเข้ามาก่อเหตุดังกล่าว

สะเทือนใจ แม่นกเงือกปกป้องลูกน้อยถูกขโมย จนตายคาโพรง

(23 เม.ย.) เฟซบุ๊กแฟนเพจ เรารักษ์ เกาะยาว ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกาะยาว จ.พังงา ได้มีการโพสต์ภาพและเรื่องราวของแม่นกเงือกที่ปกป้องลูกน้อยจากการถูกขโมยไปขายในโลกโซเชียล โดยระบุว่า

“วันนี้ตอนบ่ายไปดูโพรงรังนกเงือกที่ต้นเสม็ดแดงตามปกติ ซึ่งจะไปดูสองวันครั้ง ไปวันนี้ก็รู้สึกแปลก ๆ เพราะสภาพเงียบผิดปกติ ไม่มีเสียงลูกนกร้อง เลยเข้าไปดูใกล้ ๆ สภาพโพรงที่ว่างเปล่า บอกให้รู้ว่าได้มีขโมยมาล้วงเอาลูกนกเงือกไปอีกแล้ว

แต่รู้สึกแปลกใจว่าในโพรงมันน่าจะมีอะไรอยู่ เพราะสภาพในโพรงรังมืด ใช้แฟรชกล้องถ่ายรูปส่องดู เห็นมีนกเงือกนอนอยู่ในโพรง เลยลงไปชวนโกบกับรุสดิ้นขึ้นมาดู หลังจากกระเทาะดินด้านหน้าของโพรงออกแล้ว เจอแม่นกเงือกนอนตายอยู่ในโพรง

แม่นกคงต่อสู้เพื่อปกป้องลูกของมันจากคนที่ไปขโมยลูก เลยถูกคนทำอันตรายถึงตาย น่าเศร้าใจจริง ๆ ครับ นกเงือกแม้มันเป็นสัตว์ แต่ความรักที่มันมีต่อลูกน้อยของมัน มีค่ากว่าชีวิตของตัวเอง ยอมตายเพื่อจะปกป้องลูก

วันนี้อีกหนึ่งชีวิตแม่ที่จบสิ้น เพราะความรักลูก และเพราะความใจร้ายของคน วันนี้ที่ต้นเสม็ดแดง เคยมีเสียงลูกนกร้อง เสียงแม่นกเพรียกหาพ่อนก เสียงพ่อนกร้องเสียงดังก่อนที่จะไปป้อนอาหารที่รัง บัดนี้ไม่มีแล้ว”

ทั้งนี้ โพสต์ดังกล่าวมีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ซึ่งเหตุการณ์การขโมยลูกนกเงือกไปขายไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากโชคดีมีคนแจ้งเบาะแสก็สามารถช่วยชีวิตลูกนกเงือกไว้ได้ และต้องมีสมาชิกในกลุ่มคอยสอดส่องดูแลครอบครัวนกเงือก

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ทางเพจเรารักษ์ เกาะยาว ได้ให้ข้อมูลว่า นกเงือกเป็นสัตว์อายุยืน อาจจะมีอายุยืนยาวได้ถึง 30 ปี แต่ละตัวสามารถช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์ไม้มากกว่า 100 ต้น/สัปดาห์ หากไม้เหล่านี้สามารถเจริญเป็นไม้ใหญ่ได้เพียง 5 % หนึ่งชีวิตของนกเงือกจะสามารถปลูกไม้สำคัญของป่าได้ถึง 500,000 ต้น

ใจสลายทั้งยายและหลาน ! เปิดคลิปนาทีหลานแฝดถูกพรากจากอก ต่างร้องไห้ไม่อยากจากกัน

ยายกับป้าร่ำไห้คิดถึงหลานสาวฝาแฝดที่ถูกพ่อกระชากไปจากอก ยายเอามือเหี่ยวย่นลูบภาพใบหน้าของหลานสาวด้วยความอาวรณ์ ขณะที่ป้าเผยพ่อไม่ควรใช้ความรุนแรงพรากเด็กไป

เมื่อเวลา 17.45 น. วันที่ 23 เม.ย. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพที่นางเสาร์ อายุ 66 ปี และนางปุณณภัทร อายุ 43 ปี ชาวบ้าน หมู่ 1 บ้านหนองโปร่ง ต.โคกหล่าม อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ พากันร่ำไห้อย่างน่าเวทนาด้วยความคิดถึงน้องใบบัวและน้องใบตอง หลานสาวฝาแฝดที่เลี้ยงมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบ และได้ถูกนายสุรชัย ซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ กับพวกมารับเอาตัวไป ท่ามกลางเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนาของ 2 ฝาแฝดที่ไม่ยินยอมไปจากยายและป้า

โดยนางเสาร์ร้องไห้ฟูมฟายน้ำตาไหลอาบแก้ม ใช้มืออันเหี่ยวย่นลูบไล้ภาพใบหน้าของน้องใบบัวและน้องใบตอง เพราะความสงสารหลานทั้ง 2 คน ที่ถูกพ่อนำตัวไป มีเพียงเสื้อผ้าชุดเดียวที่สวมใส่อยู่และไม่ได้สวมรองเท้า โดยมีบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนบ้านจำนวนมากพากันมาปลอบใจนางเสาร์และนางปุณณภัทร ซึ่งเป็นยายและป้าของน้องใบบัวและน้องใบตอง

ซึ่งได้มีการเผยแพร่ภาพการร่ำไห้ของเด็กฝาแฝดทั้ง 2 คน ทางโลกโซเชียล ที่กอดป้าและยายเอาไว้แน่น เพราะไม่อยากไปจากยายและป้าที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดและมีความผูกพันกันมาก โดยที่ไม่ทราบว่าใครเป็นพ่อของตนเอง เพราะไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม้แต่ครั้งเดียว แต่สุดท้ายเด็กทั้ง 2 คน ก็ถูกคนที่เป็นพ่อและกลุ่มญาติพี่น้องนำตัวขึ้นรถปิ๊กอัพไปได้ในที่สุด

นางปุณณภัทร อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นป้าของน้องใบบัวและน้องใบตอง กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า นับตั้งแต่นางไพรวัลย์ น้องสาวของตนได้คลอดลูกสาวฝาแฝดคือ น้องใบบัวและน้องใบตอง ได้เสียชีวิตไปตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. 2553 ตนและนางเสาร์ซึ่งเป็นพี่สาวและแม่ของนางไพรวัลย์ ก็ได้นำหลานฝาแฝดทั้ง 2 คนมาเลี้ยงดูตั้งแต่เกิด

โดยพากันมาอยู่ที่บ้านหนองโปร่งแห่งนี้ จนกระทั่งน้องใบบัวและน้องใบตองอายุได้ 7 ขวบ ขณะนี้กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.1 ร.ร.บ้านอีหล่ำ ต.อีหล่ำ อ.อุทุมพรพิสัย ซึ่งหลานสาวทั้ง 2 คน เป็นเด็กที่น่ารัก สุภาพเรียบร้อย ทำให้เป็นที่รักของตนและญาติพี่น้องทุกคนเป็นอย่างมาก

แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2560 นายสุรชัย ซึ่งเป็นพ่อของน้องใบบัวและน้องใบตองได้นำตำรวจและคนที่อ้างว่าเป็นทนายความมาที่บ้าน และจะมานำเอาเด็กทั้ง 2 คนไปเลี้ยงดู ทำให้ตนและนางเสาร์ไม่ยินยอมพร้อมใจ เนื่องจากได้เลี้ยงดูหลานทั้ง 2 คนมาตั้งแต่แบเบาะ จึงทำให้มีความรักความผูกพันหลานฝาแฝดเป็นอย่างมาก สุดท้ายพ่อของเด็กได้ให้ตำรวจมานำตนและยายพร้อมด้วยหลานสาวทั้ง 2 คนไปที่ สภ.อุทุมพรพิสัย เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า จะยินยอมให้หลานสาวฝาแฝดไปอยู่กับนายสุรชัย

นางปุณณภัทร กล่าวต่อไปว่า ตามความเป็นจริงแล้ว นายสุรชัยผู้เป็นพ่อมีสิทธิ์ตามกฎหมายที่จะนำตัวเด็กทั้ง 2 คนไปเลี้ยงดู แต่ตนเห็นว่าควรที่จะใช้วิธีการที่นุ่มนวลและละมุนละม่อมกว่านี้ ควรเข้ามาทำความคุ้นเคยกับลูกสาวฝาแฝดทั้ง 2 คน เพื่อให้เด็กรู้ว่านายสุรชัยเป็นพ่อ จากนั้นควรให้เด็กอยู่กับป้าและยายไปก่อนจนกว่าเด็ก 2 คนจะโต ช่วยเหลือตนเองได้ จึงมาพาเด็กไปอยู่ด้วย

แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนรับไม่ได้กับการที่กลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นทนายความกับพ่อพากันมากระชากเอาเด็กฝาแฝดทั้ง 2 คน ไปจากอกยายและป้า ซึ่งเด็กทั้ง 2 คน จะเรียกตนซึ่งเป็นป้าว่าแม่ เพราะว่ารักตนเหมือนกับแม่แท้ๆ ที่เลี้ยงดูมา

ตนจึงขอฝากกราบขอความเป็นธรรมและขอความเมตตา ขอความช่วยเหลือไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้แจ้งส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาให้การช่วยเหลือ ขอให้น้องใบบัวและน้องใบตองกลับมาอยู่กับตนและยายไปจนกว่าหลานสาวทั้ง 2 คน จะช่วยเหลือตนเองได้ โดยตนยืนยันว่าตนและยายมีความสามารถที่จะเลี้ยงดูเด็กทั้ง 2 คนได้เป็นอย่างดี

ทางด้าน นางเสาร์ อายุ 66 ปี ยายของน้องใบบัวและน้องใบตอง กล่าวด้วยน้ำตาอาบแก้มว่า ขณะนี้ตนสงสารหลานสาวทั้ง 2 คนเป็นอย่างมาก เพราะถูกพ่อแท้ๆ กับพวกมากระชากเอาตัวไปในสภาพที่สกปรกมอมแมม มีเสื้อผ้าติดตัวไปด้วยเพียงชุดเดียวเท่านั้น อีกทั้งไม่รู้ว่าหลานสาวฝาแฝดทั้ง 2 คน จะกินอยู่อย่างไร เนื่องจากเด็กทั้ง 2 คน ไม่ค่อยพูดจา เมื่อไปอยู่สถานที่แห่งใหม่ ไม่มีญาติพี่น้องที่คุ้นเคย ก็ไม่ทราบว่าจะมีสภาพอยู่อย่างไร เพราะไปอยู่ท่ามกลางคนที่ไม่รู้จัก

แม้กระทั่งคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อ เด็กก็ไม่รู้จักมาก่อนเลย ตนขอความเมตตาจากผู้หลักผู้ใหญ่และประชาชนชาวไทยทั้งแผ่นดิน ได้โปรดช่วยเหลือให้น้องใบบัวและน้องใบตองกลับมาสู่อ้อมอกของยายและป้าที่เลี้ยงมาด้วยความรัก ความผูกพันตั้งแต่เกิดจนกระทั่งอายุได้ 7 ขวบด้วย

ทางด้าน พ.ต.ต.ธงชัย ตอพิมาย สารวัตรสอบสวน สภ.อุทุมพรพิสัย ซึ่งเป็นผู้ลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานของกรณีนี้ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า นายสุรชัย พร้อมญาติพี่น้อง ได้มาพบกับตนเมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2560 เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปเป็นสักขีพยานในการไปขอรับตัว ด.ญ.พัณณิตา หรือ น้องใบบัว อายุ 7 ขวบ และ ด.ญ.พัทธ์ธีรี หรือ น้องใบตอง อายุ 7 ขวบ โดยจะไปรับที่บ้านหนองโปร่ง ต.โคกหล่าม อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ ซึ่งตนได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2 นาย ไปด้วย

แต่เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าวปรากฏว่า บรรดาญาติพี่น้องของเด็กทั้ง 2 คน ซึ่งมีจำนวนมาก ต่างไม่ยินยอมที่จะให้น้องใบบัวและน้องใบตองไปอยู่กับพ่อ เพราะสงสารเด็กที่ไม่รู้ว่าคนที่อ้างว่าเป็นพ่อเป็นใครมาจากไหน อีกทั้งมีบุคคลที่อ้างว่าเป็นทนายความมาพบกับตนด้วย เพื่อขอความร่วมมือในเรื่องนี้ ซึ่งตามกฎหมายแล้ว นายสุรชัยซึ่งเป็นพ่อมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเลี้ยงดูเด็กที่เป็นลูกของตนเอง

ดังนั้น ตนจึงได้เชิญทั้งป้าและยายมาที่ สภ.อุทุมพรพิสัย เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ยินยอมให้เด็กทั้ง 2 คน ไปอยู่กับนายสุรชัย ซึ่งเป็นพ่อที่แท้จริง ซึ่งนางเสาร์ซึ่งเป็นยายได้ลงชื่อในบันทึกประจำวันว่ายินยอมแล้ว แต่ตนไม่คิดว่าช่วงระหว่างที่จะนำตัวเด็กไปนั้นจะมีการฉุดกระชากเด็ก ท่ามกลางเสียงร่ำไห้อย่างน่าเวทนาของเด็กฝาแฝดทั้ง 2 คน ซึ่งเรื่องนี้ตนได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบแล้ว

ทั้งนี้ การดำเนินการทุกอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นไปตามกฎหมาย และไม่ได้มีการฟ้องศาลเพื่อบังคับให้มีสิทธิในการนำตัวเด็กไปเลี้ยงดูแต่อย่างใด แต่ว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายของนายสุรชัย ที่ใช้สิทธิของความเป็นพ่อมารับตัวเด็กไปเลี้ยงดู เจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น โดยนายสุรชัยมีความยินยอมให้ทั้งยายและป้าไปดูสภาพความเป็นอยู่ และไปเยี่ยมหลานสาวทั้ง 2 คน ได้ตลอดเวลาอีกด้วย

ชาวเน็ตเสียงแตก แชร์ภาพสนั่น ไม่ให้คนเมาขึ้นรถไฟใต้ดิน

โลกออนไลน์ถกเถียงประเด็น จนท.ไม่อนุญาตให้ชายคล้ายมึนเมาขึ้นโดยสารรถไฟใต้ดิน บ้างก็เห็นใจ บ้างก็เห็นด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เนื่องจากชายคนหนึ่งกำลังโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่สถานี ที่ไม่อนุญาตให้ขึ้นโดยสารเพราะมีอาการมึนเมา ทั้งที่อีกฝ่ายก็ประกาศเจตนารมย์ว่า เลือกใช้รถสาธารณะเพราะไม่อยากเมาแล้วขับ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กคุณ Chaiwat Chantasakuldetch ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวและถูกแชร์ต่อไปเป็นวงกว้าง ระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในสถานีรถไฟใต้ดินแห่งหนึ่ง พบเห็นชายคนหนึ่งกำลังเถียงอยู่กับเจ้าหน้าที่สถานี เนื่องจากถูกห้ามขึ้นโดยสารเพราะว่าเมาสุรา

เจ้าของโพสต์เล่าว่า การโต้เถียงเริ่มเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่ต้องมาช่วยกันเป็น 3 คน ตอนแรกผู้โพสต์ก็อดคิดไม่ได้ว่า ดีเหมือนกันที่ไม่อนุญาตให้คนมึนเมาสุราขึ้นใช้รถสาธารณะ กระทั่งชายคนดังกล่าวพูดขึ้นว่า “ผมอุตส่าห์ไม่ขับรถมาก็เพื่อจะขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้าย โดยไม่ได้ไปรบกวนใคร ที่ญี่ปุ่นไม่เห็นห้ามกันแบบนี้”

ชายคนดังกล่าวยังคงยืนยันว่าเขาไม่ได้เมา แต่เจ้าหน้าที่ยังแย้งว่าเมา พร้อมกับจะเชิญตำรวจมาให้เป่าตรวจวัดแอลกอฮอล์ ทำให้ชายคนดังกล่าวบอกว่า นั่นมันใช้สำหรับตรวจวัดเมาแล้วขับ เหตุโต้เถียงดำเนินไปไม่กี่นาที ช่วงที่ระหว่างรอขบวนรถไฟคันต่อไปมา

ผู้โพสต์ยังบอกว่า เท่าที่ดูชายคนดังกล่าวก็น่าจะมีอาการเมา แต่ยังอยู่ในระดับที่ประคับประคองตัวเองได้อยู่ ไม่น่าจะไปทำร้ายใคร แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สถานีอีกอยู่ดี ที่อาจจะมองว่า กันไว้ดีกว่าแก้

ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ทราบว่ามีบทสรุปลงอย่างไร ชายคนดังกล่าวได้ขึ้นโดยสารหรือเชิญออกไปจากสถานี แต่ก็นับว่าสถานการณ์ที่น่าเห็นใจทั้งสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งรู้จักรับผิดชอบตัวเอง เมาไม่ขับเลือกให้รถสาธารณะ แต่ฝ่ายหนึ่งก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยเป็นอันดับแรก

ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์เป็นจำนวนมาก บางฝ่ายที่เห็นว่าน่าจะอนุญาตให้ขึ้นโดยสารตามสิทธิของผู้โดยสาร แต่อีกฝ่ายก็แอบกังวลว่าความมึนเมาจะสร้างความเดือดร้อนหรือรบกวนใจให้กับผู้อื่น

2 พี่น้องเจอเจ้าของร้านเกมตื้บ แค่ถามเรื่องรองเท้าหาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 เม.ย.) นายรัตนชัย อายุ 21 ปี และน้องชาย ด.ช.วรภัทร อายุ 14 ปี เดินทางเข้าแจ้งความที่ สภ.หนองชาม จ.ชลบุรี โดยระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. ของเมื่อวานนี้ (12 เม.ย.) ตนเองและน้องชายถูกเจ้าของร้านและพรรคพวกรุมชกต่อย จนหน้าบวมปูด ปากแตก ตาเขียว ที่ด้านหน้าร้านเกมแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นตึกแถวเปิดเป็นร้านเกม ใกล้สวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ ศรีราชา หมู่ 1 ต.บึง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี

นายรัตนชัย ซึ่งกลับมาจากประเทศมาเลเซียเพื่อมาเกณฑ์ทหาร และ พา ด.ช.รัตนชัย ซึ่งอยู่ในช่วงปิดเทอม เดินทางจาก อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี มาเยี่ยมญาติและเที่ยวสงกรานต์ ได้เล่าถึงสาเหตุของการถูกรุมชกต่อยว่า สาเหตุมาจากเรื่องรองเท้าเท่านั้น

โดยทั้งสองคนเข้าไปเล่นเกมในร้าน แล้วพอจะกลับออกมาจากร้าน นายรัตนชัยพบว่า รองเท้าคู่ใหม่ที่เพิ่งซื้อมาหายจึงหาอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่เจอก็จะกลับแล้ว พอดีเห็นเจ้าของร้านใส่รองเท้าของตนเองอยู่จึงขอคืน และก็พูดว่า “หาอยู่ตั้งนาน ทำไมเอารองเท้าผมไปใส่”

ทางเจ้าร้านก็ตอบว่าแล้วทำไม “รองเท้าที่ร้านทุกคู่ กูใส่ได้หมด” พูดจบก็เอามือตบที่ใบหน้าและชกหน้ามาอีกหลายหมัด แล้วก็มีพรรคพวกจากในร้านออกมาสมทบยำหมัด ยำเท้า จนตัวเองล้มลงกองกับพื้นถนนหน้าร้าน ก็ยังไม่ยอมหยุด ใช้เท้าเตะมาที่ใบหน้าอีก ตนร้องขอโทษก็ไม่ฟัง และน้องตนจะเข้าช่วยก็ถูกต่อยจนปากแตกหน้าปูด พอตนทั้งสองลุกขึ้นได้ก็พากันวิ่งหนีออกมา

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งตัวทั้งสองไปพบแพทย์ ตรวจร่างกายและบาดแผล โดยทั้งคู่ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นตัวอย่างว่าร้านเกม ไม่ใช่ร้านอันธพาลรังแกลูกค้าอย่างป่าเถื่อนแบบที่พวกตนเจอ

“เดอะ คัลเลอร์ รัน™” กิจกรรมวิ่งสาดสี 5 กม.ชื่อดังระดับโลก

 

กลับมาสร้างสีสันให้กับกรุงเทพอีกครั้งสำหรับความสนุกสุดขั้วรับซัมเมอร์ด้วยสีสันสดใสกับซีรีย์ วิ่งสาดสีออริจินอล 5 กิโลเมตร ชื่อดังระดับโลก “เดอะ คัลเลอร์ รัน™ พรีเซ็นท์เต็ด บาย เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้” พร้อมต้อนรับคัลเลอร์รันเนอร์กว่า 10,000 คน ที่พร้อมมาสนุกกับงานทั้งสองวัน คือ 1 เมษายนและ 2 เมษายน 2560 นี้ ณ สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงค์ มักกะสัน ใจกลางกรุงเทพมหานคร

มิสเตอร์เจมส์ ดูอัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด Eco Innovative Living และในฐานะผู้สนับสนุนหลักการจัดงาน เดอะ คัลเลอร์ รัน™ กล่าวว่า “เราตื่นเต้นที่ได้เห็นคนจำนวนมากให้ความสนใจเข้าร่วมงานเพื่อที่จะมาวิ่งออกกำลังกายและพบกับความสนุกซึ่งสิ่งนี้ทำให้ เดอะ คัลเลอร์ รัน กลายเป็นงานที่ดีที่สุด ในนามของเฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้ เรามีความยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานธีมรันที่โดดเด่นที่สุดแห่งปีของกรุงเทพฯ”
ในปีนี้มีการจัดภายใต้ธีม เดอะ คัลเลอร์ รัน™ ทรอปิคัลเลอร์ เวิลด์ ทัวร์ 2017 โดยตลอดระยะทางคัลเลอร์ รันเนอร์จะพบกับความตื่นเต้นสุดเร้าใจถูกสาดด้วยผงสีสุดจี๊ดหัวจรดเท้าในแต่ละกิโลเมตรที่วิ่งผ่านโดยไม่จำกัดเวลา นอกจากนั้น ยังมีการขนขบวนกิจกรรมความสนุก จำลองบรรยากาศวันหยุดสุดหรรษา พร้อมเพิ่มความสนุกด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่แสดงความเป็นเมืองแห่งสีสันและความสนุกของกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดี โดยกิจกรรมต่างๆ จัดขึ้นใน เฟสติวัล วิลเลจ ซึ่งจะเป็นปาร์ตี้หลังวิ่ง 5 กม. ที่ฟินที่สุด รวมถึงมหกรรมโยนสี (Color Throwing Festival) พร้อมดนตรีจากดีเจโอโน่ สำหรับกิจกรรมในเฟสติวัล วิลเลจ มีดังนี้

• Energy Station by Fragrant Property.
• Fresh Fin Fun Surf Rider Station by Sponsor.
• Slow-Motion Color Splashing Moment Station by Dulux.
• Garnier Face Wash พบกับ เก้า-สุภัสสรา ธนชาต (1 เมษายน) กับ อาเล็ก – ธีรเดช เมธาวรายุทธ
(2 เมษายน)
• Refreshing moments with Hoegaarden.
• Away Spa Massage by W Hotel.
• Bana Station by GuavaPass.
มิสวินนี่ เฮง รองประธาน บริษัท ไอเอ็มจี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์ในการจัดกิจกรรมระดับโลกนี้ในประเทศไทยกล่าวว่า “การจัดงาน เดอะ คัลเลอร์ รัน™ ในครั้งนี้นับเป็นปีที่ 2 ซึ่งเราได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด และได้กลายเป็นงานที่ทุกคนชื่นชอบ เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้จัดงานให้ยิ่งใหญ่และสนุกกว่าเดิม”

“เดอะ คัลเลอร์ รัน™ พรีเซ็นท์เต็ด บาย เฟรเกรนท์ พร็อพเพอร์ตี้” มีผู้ร่วมสนับสนุนคือ ดูลักซ์ และเครื่องดื่มสปอนเซอร์ และพันธมิตรการจัดงาน คือ, การ์นิเย่, ฮูการ์เดน, บ. สยามสปอร์ตซินดิเคท และสยามสปอร์ตทีวี, โรงแรมดับเบิ้ลยู, ฮาวายานัส, กวาว่าพาส และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

โจ๋มอบตัวยันไม่ได้รุมตีสาวท้อง 8 เดือน แค่ไม้เบสบอลหลุดมือ

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าว เกิดเหตุทะเละวิวาทที่หน้าร้านหมูกระทะ หมู่ 7 ซอยเขาน้อย ต.บ้านสวน อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยมีแก๊งวัยรุ่นรุมใช้อาวุธไม้เบสบอล เหล็กแป๊บ ตีลูกจ้างร้านหมูกระทะ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บคือ น.ส.อารียา อายุ 20 ปี ท้องแก่ 8 เดือน ส่วนนายโชคมงคล อายุ 20 ปี ซึ่งเป็นสามี มีบาดแผลตามร่างกาย

ล่าสุด (12 เม.ย.) นายเบียร์ อายุ 15 ปี พร้อมญาติๆ ได้เข้าพบ พ.ต.อ.สมโชค ตาผล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองชลบุรี เพื่อเข้าให้ปากคำถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยให้การว่า วันเกิดเหตุพบเจอสามีคนท้องซึ่งเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน แต่เกิดผิดใจกันเรื่องเบิ้ลเครื่องเสียงดังใส่กัน จึงเกิดการท้าทายกัน

ก่อนที่ตนเองพร้อมเพื่อนร่วมแก๊งรถซิ่งจะเข้ารุมสามีคนท้อง โดยไม่ได้ทำร้ายคนท้องแต่อย่างใด แต่มีหนึ่งในพวกที่ถือไม้เบสบอลเกิดทำไม้หลุดมือไปถูกคนท้องเท่านั้น หลังเกิดเหตุตนเองก็เสียใจ และอยากให้คนทำมามอบตัว ซึ่งตนเองก็ไม่ทราบชื่อเพราะเจอกันในแก๊งคนซิ่งเท่านั้น

ด้าน พ.ต.อ.สมโชค ตาผล กล่าวว่า ข่าวที่นำเสนอไปค่อนข้างรุนแรง แต่จริงๆ แล้ว คนท้องไม่ได้บาดเจ็บสาหัสแต่อย่างใด แค่ฟกช้ำ จึงขอให้คนที่ถือไม้เบสบอลในวันนั้นมามอบตัวกับทางตำรวจ ล่าสุด จากการไปตรวจสอบที่ ร้านหมูกระทะ พบว่าร้านปิดบริการ เนื่องจากอยู่ในช่วงหยุดยาวของเทศกาลสงกรานต์

แต่จากการสอบถาม นางมาลี อายุ 69 ปี เพื่อนบ้านเล่าว่า ได้ยินเสียงนายโชคมงคลร้องว่า “มาตีเมียผมทำไม เมียผมท้องอยู่ มีเรื่องกับกูก็มาต่อยกับกู” โดยไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงเพราะคงเจ็บท้อง หลังเกิดเหตุจึงช่วยกันโทรตามเจ้าหน้าที่ให้มาช่วยเหลือ

ด้าน นางพิพัฒน์ อายุ 55 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 100 เมตร เล่าว่า พอเกิดเหตุกลุ่มวัยรุ่นก็มายืนอยู่แถวหน้าบ้านแต่ไม่มีใครกล้าออกไปดูเพราะกลัว จึงอยากฝากตำรวจให้มาช่วยตรวจตราหน่อย เพราะในซอยมีร้านซ่อมรถจักรยานยนต์เยอะทำให้มีวัยรุ่นแก๊งเด็กแว้นมากและมักมีเรื่องทะเลาะวิวาทเป็นประจำ