วิสามัญหนุ่มร้อยเอ็ด ยิงตำรวจเพื่อหลบหนี ถูกยิงสวนดับกลางป่า

หนุ่มวัยรุ่นใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลบหนีแต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงสวนวิสามัญ หนุ่มร้อยเอ็ดเสียชีวิตกลางป่า เข้าตรวจสอบพบอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก ตรวจค้นในกระเป๋ากางเกงพบยาบ้าจำนวน 6 เม็ด

กลางดึกที่ผ่านมา พล.ต.ต.อภิชิต เทียนเพิ่มพูล ผู้บังคับการตำรวจภูธร เมืองมุกดาหาร และพ.ต.อ.พิษณุ บรรลุศิลป์ ผกก.สภ.ดอนตาล ได้รับรายงาน จาก ร.ต.ท.พิทักษ์ ท้าวพรม รอง.สวป.สภ.ป่าไร่ กับพวกปฏิบัติงานสืบสวน ได้ออกปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวนในบริเวณเขตรอยต่อระว่าง อำดอนตาลกับ สภ.ตำบลป่าไร่ ได้พบชายวัยรุ่นเดินอยู่ตามลำพังมีท่าทางพิรุธริมถนนบ้าน นาคำน้อย-บ้านภูล้อม บริเวณบ้าน ภูผาหอม ม. 8 ต.นาเสม่ง อ.ดอนตาล จ.มุกดาหารจึงได้แสดงตนเพื่อขอตรวจสอบ

แต่ชายดังกล่าวได้วิ่งหนีเข้าป่าได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 นัด ร.ต.ท.พิทักษ์ จึงได้ใช้อาวุธปืนสั้นยิงเพื่อป้องกันตัว 1 นัด กระสุนไปโดนชายดังกล่าวเสียชีวิตกลางป่าในที่เกิดเหตุ ดังกล่าวจึงประสานแพทย์เวรพนักงานอัยการ ปลัดอำเภอดอนตาล และเจ้าหน้าที่ พฐ.จว.มุกดาหาร ได้เดินทางมาตรวจที่เกิดเหตุคดีวิสามัญฆาตกรรม ตรวจสอบพบผู้เสียชีวิตคือนาย มงคล อันทะไชย์ อายุ 23 ปี อยู่ที่บ้านเลขที่ 1 หมู่ 7 ต.ราชธานี อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ดตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุ ตรวจค้นเบื้องต้นพบอาวุธปืนพกสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก กระสุนลูกซอง 2 นัด ยาบ้า จำนวน 6 เม็ด

โดยเมื่อบ่ายเวลา 14.00 น.วันที่ 13 มี.ค. 60 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ดอนตาล พร้อมญาติของนายมงคล อันทะไชย์ นำศพของนายมงคล อันทะไชย์ ไปผ่าพิสูจน์อยู่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานีโดยหลังผ่าพิสูจน์แล้วญาติ ๆ ไม่ติดใจการตายของนายมงคล อันทะไชย์ แต่อย่างใด ญาติจึงนำศพผู้ตายกลับไปทำพิธีทางศาสนากันต่อไป

สลด! รถขยะกทม.เฉี่ยวทับ จยย.นายท่ารถเมล์ 54 เสียชีวิตคาที่

สามีขับรถจักยานยนต์แซงขวาอยู่ดีๆ ชั่วพริบตารถล้ม หันไปดูแฟนสาว พนักงานนายท่าปล่อยรถเมล์ สาย 54 ถูกล้อหลังรถขยะ กทม. ทับร่างดับอนาถ กลางถนนราชดำริ ขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่แจ้งข้อหาแก่ใคร

เมื่อวันที่ 13 มี.ค.2560 เกิดอุบัติเหตุบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี สาขาราชดำริ ถนนราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร พบรถขยะกรุงเทพมหานคร บจก.อิทธิพลอิมปอร์ต ยี่ห้ออีซูซุ สีเขียว จอดแน่นิ่งกลางถนน

บริเวณท้ายรถพบร่าง น.ส.ธนพร ภู่ธรรม อาชีพพนักงานนายท่าปล่อยรถเมล์ สาย 54 องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ย่านพระราม 9 นอนหงายมีเลือดออกจมูกกับที่ศีรษะ สะโพกบิดเบี้ยว ขาฉีก โดยเฉพาะส่วนสะโพกมีไส้กับมดลูกหลุดออกมากองบริเวณหว่างขา

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ยิ้มเจริญ สามีผู้ตายร้องไห้ฟูมฟาย ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ 110ไอ สีน้ำเงิน ล้มตะแคงขวาใกล้กับศพและมีกระเป๋าถืออีกจำนวน 2 ใบ หมวกกันน็อคแบบครึ่งใบ จำนวน 2 ใบ

จากการสอบถาม นายศักดิ์สิทธิ์ เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า แต่พอถึงถนนราชดำริ ฝั่งบิ๊กซี มี 2 เลน การจราจรติดขัดสลับหยุดนิ่ง ตนจึงแซงขวามาเรื่อยๆ จุดเกิดเหตุมีรถเมล์จอดนิ่งในเลนที่ 2 จู่ๆ รถขยะพุ่งออกมาจากทางออกห้างบิ๊กซี แล้วเลี้ยวขวาเพื่อมุ่งหน้าประตูน้ำ ขณะนั้นในชั่วพริบตา ตนไม่ทราบว่ารถล้มลงได้อย่างไร พอล้มลงตนรีบหันไปดูภรรยา เห็นช่วงล้อหลังขวาของรถขยะกำลังขยี้ร่างคนรักของตนต่อหน้าต่อตา

จากการสอบถาม นายกฤษฎา ราชนาวี ผู้ขับขี่รถขยะ กทม. ให้การว่า กำลังกลับสำนักงานเขต รปภ.สกัดรถ จำนวน 2 เลน ให้แล้วต้องเลี้ยวขวามุ่งหน้าประตูน้ำ ระหว่างเลี้ยวขวากำลังจะตั้งลำตรงในเลนของตน ก็ได้ยินเสียงดังโครม มองที่กระจกข้างเห็นรถจักรยานยนต์ล้มลงและมีร่างผู้เสียชีวิตนอนอยู่ แต่ตนเบรกไม่ทันล้อจึงทับร่างจนเสียชีวิต

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้แจ้งข้อหาแก่ใคร เนื่องจากคำให้การคู่กรณีทั้งสองยังไม่ตรงกัน จะต้องเชิญตัวไปสอบปากคำอย่างละเอียดที่ สน.อีกครั้ง และพยานในที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ต้องตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณโดยรอบ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ผัวหึงโหดยิงเมียดับก่อนตายตาม ต่อหน้าต่อตาลูกหลาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (13 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. สภ.ดงประคำ อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วยอาสาสมัครกู้ภัย มูลนิธิประสาทบุญสถาน เข้าตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุหลังจากได้รับแจ้งเหตุฆ่ากันตายด้วยอาวุธปืนที่บ้านหลังหนึ่ง บ้านทุ่งตาเปรี้ยว หมู่ 6 ต.ดงประคำ อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก ที่เกิดเหตุพบศพ นางสุดใจ และ นายชูชีพ สองสามีภรรยา ใกล้กันพบอาวุธปืน จุด 38 วางอยู่บนหน้าอกของนายชูชีพ 1 กระบอก

จากการสอบถาม นางจินตนา ลูกสาวของนางสุดใจ เปิดเผยว่า เมื่อวานนี้แม่และสามีใหม่ ทะเลาะมีปากเสียงกันหลายเรื่อง และได้ทำร้ายร่างกายกัน พร้อมกับข่มขู่ว่าจะใช้อาวุธยิง ลูกหลานจึงได้แจ้งความไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และผู้ใหญ่ห้ามได้เข้ามาห้ามปราม พร้อมทั้งให้แยกกันอยู่ โดยให้นายชูชีพ กลับไปอยู่ที่บ้านที่ตำบลวงฆ้อง อำเภอพรหมพิรามก่อน

จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณ 10.00 น. นายชูชีพได้กลับมาอีกครั้งพร้อมด้วย อาวุธปืน และขวดน้ำมัน พร้อมทั้งข่มขู่ว่าจะเผาบ้าน โดยระหว่างนั้นลูกหลานและญาติอยู่ในบ้านเพื่อห้ามปราม แต่สุดท้ายนายชูชีพได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนยิงนางสุดใจที่ศีรษะ และใช้อาวุธปืนกระบอกเดียวกัน ยิงตัวตายตาม สร้างความเสียใจให้แก่ญาติพี่น้องและลูกหลานที่อยู่ในเหตุการณ์เป็นอย่างมาก

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสอบสวนเบื้องต้น ทราบว่า ทั้งคู่มีปัญหาหึงหวงกันมา เนื่องจากทั้งคู่มาอยู่กินด้วยกันเป็นเวลาประมาณ 2 ปี กว่า มีเหตุทะเลาะกันบ่อยครั้ง จนมาในที่สุดฝ่ายชายตัดสินใจใช้ความรุนแรงยุติปัญหา ท่ามกลางความพยายามของญาติๆ ที่จะให้จบเรื่องนี้ด้วยความละมุนละม่อมแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

รวบเพื่อนสนิท ฆ่าแขวนคอสาว จนท.แรงงาน! ผู้ต้องหาปฏิเสธ ลั่น เรื่องนี้มีเงื่อนงำ


ตำรวจนครพนม นำผู้ต้องหาคดีฆ่าสาวแรงงานชี้จุดเกิดเหตุ แต่เจ้าตัวยังให้การปฏิเสธ รับรู้จักผู้ตาย แต่ไม่ได้เป็นคนฆ่า

วันที่ 13 มี.ค. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม สั่งการให้ พ.ต.อ.อุกกฤษฏ์ ทรงชัยสงวน ผกก.สภ.เมืองนครพนมพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ควบคุมตัว นายประจักษ์ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 32 ปี ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรมแขวนคอ น.ส.นันธิดา เพ็งเวลุน อายุ 32 ปี ตำแหน่งเจ้าพนักงานแรงงานปฏิบัติงาน (ฝ่ายต่างด้าว) สำนักงานแรงงานจังหวัดนครพนม ไปชี้จุดเกิดเหตุบริเวณห้องพักของผู้ตายเพื่อประกอบการดำเนินคดี

โดยคดีดังกล่าว น.ส.นันธิดา เสียชีวิตในสภาพถูกแขวนคอภายในระเบียงห้องเช่า ซอยสว่างพัฒนา ชุมชนโพนสว่าง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ภายหลังเกิดเหตุ ตำรวจมีการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน เชื่อมโยงไปถึงผู้ต้องหา และมีการนำเสนอศาลจังหวัดนครพนม ขออนุมัติออกหมายจับ

จากนั้นตำรวจจึงได้ควบคุมตัวนายประจักษ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลมารับทราบข้อกล่าวหา และสอบสวนดำเนินคดี แต่เบื้องต้นทางผู้ต้องหายังให้การปฏิเสธ แต่ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า สนิทสนมกับผู้ตายจริง และคืนเกิดเหตุได้ไปพบกับผู้ตายที่ห้องพัก ก่อนมีปากเสียงทะเลาะกันเรื่องปัญหาส่วนตัว แต่ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายถึงขั้นเสียชีวิต

โดยทางตำรวจยังไม่ให้มีการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ซึ่งจะต้องรอผลการตรวจชันสูตรหลักฐานสำคัญ ที่เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน เก็บรวบรวมไว้ได้หลายจุดในที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับหลักฐานที่มีการเก็บดีเอ็นเอของผู้ต้องหาไปตรวจพิสูจน์ต่อไป

ภาพน่าสะเทือนใจ ลูกลิงกอดร้องเรียกแม่ หลังถูกรถชนตาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โลกออนไลน์ต่างรู้สึกสะเทือนใจไปตามๆ กัน เมื่อได้ชมคลิปภาพน่าเศร้าของลูกลิงตัวน้อย ที่เฝ้ากอดร่างไร้วิญญาณของแม่ลิง ที่ถูกรถชนอยู่ริมถนนสายหนึ่งในประเทศอินเดีย พร้อมกับส่งเสียงร้องน่าเวทนาใจออกมาด้วย

ตามรายงานระบุว่า ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่เมืองแห่งหนึ่งในรัฐเกรละ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย แม่ลิงถูกรถชนระหว่างมันพยายามจะอุ้มลูกน้อยข้ามฝั่งถนน ทันทีที่แม่ลิงสิ้นลมอยู่ริมถนน แต่ลูกลิงที่รอดชีวิตยังคงกอดศพแม่และส่งเสียงร้องเศร้าสร้อยออกมาเป็นระยะ คล้ายกับการปลุกเรียกแม่

นอกจากนี้ ลูกลิงยังมีอาการที่น่าเวทนา มันอยู่ในภาวะที่ตกใจและเศร้าเสียใจ สังเกตได้ว่าน้ำตาไหลออกมาด้วย พยานที่เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า ภาพแห่งความสูญเสียก็เกิดขึ้นได้ในสัตว์ ไม่ต่างกับมนุษย์ทุกคนต้องพบเจอ น่าเศร้าที่ต้องมาเจอภาพเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากเหตุดังกล่าว ชาวบ้านได้นำร่างของแม่ศพไปฝังไว้ที่ป่าใกล้ๆ กับหมู่บ้าน ส่วนลูกลิงก็ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติต่อไป

ส่งศพ นศ.ศิลปากร ชันสูตรที่นิติเวชอีกครั้ง หลังพบพิรุธ

นางอรุณรัตน์ ชมโลก มารดาของ นายธีระพงษ์ หรือ น้องปอนด์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นบุกเข้าไปรุมทำร้ายในหอพัก และใช้ไขควงแทงศีรษะเสียชีวิต ได้นำศพของน้องปอนด์ จากจังหวัดชุมพร มาส่งให้สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อชันสูตรศพอีกครั้ง หลังพบพิรุธหลายอย่าง

นางอรุณรัตน์ เปิดเผยว่า ทุกวันนี้ครอบครัวเป็นทุกข์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ขณะนี้ได้มอบหมายให้ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้าน การบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นทนายจัดการเรื่องคดีและขอให้ใครกระทำผิดได้ชดใช้เวรกรรมเหมือนที่ลูกถูกกระทำ

ส่วนข้อกังวลในคดีนี้ ต้องปล่อยให้กองปราบดำเนินคดี คิดว่าคงหาความจริงได้ไม่ยาก ทั้งนี้ ยังห่วงความปลอดภัยของเพื่อนๆ น้องปอนด์ เนื่องจากวานนี้มีรถต้องสงสัยขับรถวนเวียนที่พักของหลาน แต่ครอบครัวยังไม่ถูกข่มขู่อย่างใด
สภ.ชะอำเตรียมมอบคดีฆ่านศ.ศิลปากรให้กองปราบ

ขณะที่ นายสงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้าน การบ่อนทำลาย ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ทนายความของ นางอรุณรัตน์ ชมโลก มารดาของ นายธีระพงษ์ ฐิตะฐาน หรือ น้องปอนด์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี ที่ถูกกลุ่มวัยรุ่นบุกเข้าไปรุมทำร้ายในหอพัก และใช้ไขควงแทงศีรษะเสียชีวิต ระบุว่า ต้องการร้องเรียนสื่อมวลชน ว่า คดีนี้ได้ส่งมอบให้ทางกองปราบดูแล้ว ซึ่งในวันที่ 14 มีนาคมนี้ จะมีการส่งมอบสำนวนและผู้ต้องหา จาก สภ.ชะอำ ให้กับกองปราบปราม

ซึ่งคดีนี้ตนเชื่อว่า มีพิรุธหลายอย่าง มีผู้ต้องหาบางคน ได้โทรแจ้งให้ผู้ต้องหาทั้ง 18 คน ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมเรียกร้องให้น้อง ๆ ผู้ต้องหาให้การต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามตามความเป็นจริง เพื่อประโยชน์กับตัวเองและอย่าได้กลัว อีกทั้งจะได้ไม่ถูกตั้งข้อหาฆ่าผู่อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

เนื่องจากขณะนี้ตนมีหลักฐานที่สามารถเอาผิดผู้กระทำผิดได้ อาทิ คลิปเสียง และข้อความสนทนาทางเฟสบุ๊ก เกี่ยวกับการกล่าวตำหนิ และซัดทอดกันไปมา ส่วนการส่งศพมาตรวจที่สถาบันนิติเวชเพื่อให้พิสูจน์ศพใหม่ ต้องการเน้นตรวจที่ศีรษะ และการแทงที่ลำตัว รวมถึงดีเอ็นเอที่พบบนตัวศพ เพื่อประกอบเป็นหลักฐานที่ชัดเจน

ระทึกทั้งถนน! รถบรรทุกแก๊สเสียหลักพุ่งข้ามเลน ถังเเก๊สกระเด็นตกเกลื่อน

เกิดเหตุรถบรรทุกถังแก๊สหุงต้มมาเต็มคันรถ กำลังมุ่งหน้ากลับบริษัท เสียหลักพุ่งข้ามเลนจนถังแก๊สตกหล่นกระจายเต็มถนน รถกระบะที่วิ่งผ่านมาถูกถังแก๊สกระเด็นใส่เต็มหน้ารถ โชคดีไม่เกิดระเบิด

( 10 มี.ค. ) เมื่อเวลา 17.20 น. เกิดเหตุรถยนต์บรรทุกถังแก๊สหุงต้มเสียหลักพุ่งข้ามเลน จนถังแก๊สตกหล่นเต็มถนนและมีแก๊สรั่วไหลออกมา ซึ่งมีรถกระบะที่วิ่งผ่านมาได้รับความเสียหายโดนถังแก๊สกระเด็นใส่

ที่เกิดเหตุ อยู่เยื้องกับหน้าบริษัทมหากิจรับเบอร์ ถนนสาย 36 ฝั่งขาเข้าชลบุรี พบการจราจรติดขัดทั้งขาเข้าและขาออก เพราะมีถังแก๊สหุงต้มจำนวนมากกระจายเต็มพื้นถนน เจ้าหน้าที่จึงทำการปิดเส้นทางการจราจร เพื่อเก็บกู้ถังแก๊สเนื่องจากเกรงว่า อาจจะเกิดระเบิดและมีการสูญเสียขึ้น

จากการสอบปากคำ นายชลนธี เจริญภูมี อายุ 32 ปี ผู้ขับขี่รถ 6 ล้อ ฮีโน่ สีขาว คันเกิดเหตุ เล่าว่า ตนได้นำรถคันดังกล่าวซึ่งบรรทุกถังแก๊สหุงต้มเต็มคันไปส่งที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ขณะกำลังเดินทางกลับเข้าตัวเมืองระยองเกิดเสียหลัก เพราะน้ำหนักของถังแก๊สบนรถไม่เท่ากัน เลยพุ่งลงข้างทางชนกับต้นมะขาม แล้วข้ามไปยังอีกฝั่ง ถังแก๊สตกกระเด็นไปทั่วพื้นถนน และบางถังมีแก๊สรั่วไหลออกมา โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ด้านผู้เสียหายที่โดนถังแก๊สกระเด็นใส่รถของตนเองเล่าว่า ตนกับภรรยาที่ตั้งครรภ์ ได้ 6 เดือน กำลังกลับจากไปซื้อของที่บิ๊กซี พอมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นรถคู่กรณีวิ่งข้ามเลนมายังฝั่งของตน พร้อมทั้งมีถังแก๊สหล่นกระเด็นตามมาด้วย รู้สึกกลัวและตกใจมาก แต่โชคดีที่ภรรยา ที่กำลังตั้งท้องได้ 6 เดือนไม่ได้รับอันตราย

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ได้เชิญผู้ขับขี่รถบรรทุกถังแก๊สคันดังกล่าว มาสอบปากคำเพิ่มเติม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นาทีลุ้นระทึก หญิงชราเดินข้ามทาง ตอนรถไฟใกล้จะประชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คลิปภาพสุดระทึกใจที่กลายเป็นภาพมุมดีๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม เมื่อพลเมืองดีต่างวิ่งเข้าไปช่วยพยุงหญิงชราคนหนึ่งที่เดินได้เพียงช้าๆ ขณะที่กำลังข้ามจุดตัดทางรถไฟ และเป็นจังหวะเดียวกับขบวนรถไฟกำลังแล่นผ่านมา

ตามรายงานระบุว่า คลิปดังกล่าวถูกเผยแพร่โดยสำนักงานตำรวจเมืองแซดเดิ้ล บรู้ก เมืองเบอร์เกน เคาน์ตี้ รัฐนิวเจอร์ซีย เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ภาพจากกล้องหน้ารถคันหนึ่งเผยให้เห็นหญิงชราวัย 89 ปี ใช้ไม้เท้าเดินช้าๆ เพื่อข้ามจุดตัดทางรถไฟ

แต่ปรากฏว่าสัญญาณกั้นทางรถไฟดังขึ้นและไม้กั้นเลื่อนลงมาปิดทางเดินพอดี ชายพลเมืองดีคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์ เขาจึงตัดสินใจลงจากรถที่ติดสัญญาณรอรถไฟ เพื่อวิ่งเข้าไปช่วยพยุงหญิงชราคนดังกล่าว ก่อนที่จะมีชายพลเมืองดีอีกคนที่อยู่อีกฝั่ง ลงมาช่วยเหลืออีกคน

เพียงไม่กี่วินาทีต่อมานั้น ขบวนรถไฟก็วิ่งมาถึงจุดตัดกับถนน โชคดีที่พวกเขาสามารถช่วยพยุงหญิงชราให้พ้นทางจากขบวนรถไฟได้อย่างหวุดหวิด หนึ่งในพลเมืองดีคือ โจนาธาน แมงโก วัย 28 ปี เขาเปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า เขารู้สึกดีที่ช่วยเหลือหญิงชราเอาได้ เขาดึงแขนเธอเอาไว้ได้ทัน ตอนนั้นคุณยายรู้สึกกลัวมากๆ

ผู้คนชื่นชม แพทย์หญิงจีนท้องแก่ 7 เดือน รับออกซิเจนไป ตรวจคนไข้ไป

คนชื่นชมแพทย์หญิงจีนเตรียมเป็นคุณแม่เต็มตัว ท้องแก่ 7 เดือน รับออกซิเจนไปด้วย ทำงานตรวจคนไข้ไปด้วย

วานนี้ (8 มี.ค.) สำนักข่าวประเทศจีนรายงานว่า บนโลกออนไลน์ของจีนมีชาวเน็ตจำนวนมากแห่แชร์ต่อรูปภาพของแพทย์หญิงท้องแก่คนหนึ่ง ที่ใส่เสื้อกาวน์สีขาว หมวกสีฟ้าปิดคุมเส้นผมเรียบร้อย นั่งรับออกซิเจนไปด้วย ตรวจคนไข้ไปด้วย โดยแพทย์หญิงคนดังกล่าวชื่อว่า หลี่ ฉวิน อายุ 33 เป็นแพทย์ประจำภาควิชาโสต นาสิก ลาวิงซ์วิทยา ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง

เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ผ่านมา เธอมีคนไข้ค่อนข้างมาก ขณะที่เธอกำลังสาระวนอยู่กับงานที่ยุ่งรัดตัว ทั้งตรวจอาการคนไข้และจดบันทึกประวัติการรักษา ก็เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ หายใจไม่ค่อยเต็มปอด จึงไปรับออกซิเจนในห้องผู้ป่วย ประมาณครึ่งชั่วโมงจนอาการดีขึ้น ซึ่งระหว่างที่รับออกซิเจนอยู่นั้นก็นั่งตรวจคนไข้ไปด้วย

เธอเผยว่า ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร แค่ดูรายงานผลการตรวจไม่กี่ชุด และอธิบายอาการป่วยให้คนไข้ฟังเท่านั้น ไม่ได้มีผลกระทบอะไร

พร้อมกล่าวอีกว่า เธอสามารถรับมืองานนี้ได้ อีกทั้งทางแผนกก็ดูแลเธอเป็นอย่างดี ระหว่างที่ตั้งครรภ์อยู่นี้ก็ไม่ได้จัดให้เธอเข้าทำการผ่าตัด ซึ่งตอนนี้ผลการตรวจครรภ์และร่างกายก็ปกติ ส่วนอนาคตก็ต้องดูอีกทีว่าสามารถทำได้แค่ไหน

ซึ่งหลังจากเรื่องราวดังกล่าวถูกเผยแพร่ก็ยิ่งได้รับความสนใจและเสียงชื่นชมจากชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก

นักดนตรีเล่านาทีระทึก เก๋งตกน้ำมุดฝากระโปรงเอาชีวิตรอด

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (10 มี.ค.) เมื่อเวลา 04.00 น. สภ.เมืองบุรีรัมย์ ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าเกิดอุบัติเหตุรถตกสระน้ำชุมชนหนองแปบ ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จึงรีบรุดไปตรวจสอบ เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อมาสด้า สีแดง หมายเลขทะเบียน 4 กค-6416 กรุงเทพมหานคร ในสภาพด้านหน้าเก๋งจมลงไปในสระหนองแปบเกือบทั้งคันทั้งที่เครื่องยนต์ยังติดอยู่

และพบ นายสุวิรัตน์ อายุ 29 ปี อาชีพนักดนตรีอยู่พัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นคนขับรถคันดังกล่าว ยืนตัวสั่นอยู่ริมสระน้ำในสภาพเปียกโชคไปทั้งตัว เมื่อสอบถามก็บอกว่า ได้ขับรถเก๋งคันดังกล่าวมาจาก จ.ชลบุรี เพื่อจะไปงานแต่งงานของเพื่อนที่ อ.นาโพธิ์ ในช่วงเย็นของวันนี้

แต่หลังจากขับรถไปส่งเพื่อนเข้าที่พักในตัวเมืองแล้วกำลังจะไปพักผ่อนที่บ้านญาติ ในหมู่บ้านการเคหะ ต.อิสาณ อ.เมือง ซึ่งขณะนั้นได้เกิดฝนตกอย่างหนักจนมองไม่เห็นทาง และไม่เห็นว่าบริเวณดังกล่าวเป็นทางโค้ง ทำให้รถเสียหลักหลุดโค้งลอยข้ามที่กั้นริมสระพุ่งตกลงไปในสระจนรถจมน้ำไปครึ่งคัน

โชคดีที่ระหว่างนั้นนายสุวิรัตน์ ยังพอมีสติจึงได้เปิดกระโปรงหลังแล้วมุดออกมาขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านในละแวกดังกล่าว จากนั้นชาวบ้านจึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างจรรยาธรรม มาช่วยเหลือ โชคดีที่นายสุวิรัตน์ ไม่ได้รับบาดเจ็บเพียงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ประสานรถโยกมาทำการกู้ซากรถเก๋งขึ้นจากสระน้ำซึ่งใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงจึงสามารถกู้ซากรถขึ้นจากน้ำได้ท่ามกลางความลุ้นระทึกของชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์และสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่มีทรัพย์สินของทางราชการเสียหายและไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ แต่เจ้าหน้าที่ก็จะได้นำตัวคนขับไปตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ ว่ามีแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ เพื่อดำเนินการพ.ร.บ.จราจรต่อไป