จ่าเอก ขอโทษแล้ว ตบหน้ากู้ภัยกลางรพ. อ้างนึกว่าถูกแซงคิว

จากกรณีที่โลกออนไลน์แชร์คลิปวีดีโอ ชายอ้างว่าเป็นทหารกรมวัง จำนวน 3 นาย ซึ่งมีอาการมึนเมา กำลังอาละวาดด่าทอพยาบาลในห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลศิริราช ซ้ำตบหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูที่นั่งอยู่หน้าห้อง อ้างว่ากู้ภัยมองหน้าแล้วหัวเราะเยาะ สุดท้ายอาสากู้ภัยคู่กรณีได้ไปแจ้งความไว้ที่ สน.บางกอกน้อย เหตุเกิดเมื่อประมาณ 22.00 น.วันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุด (27 เม.ย.) จ่าเอกพานิช อายุ 44 ปี รอง ผบ.หมู่ สารวัตร กรมสารวัตรทหารเรือ ซึ่งเป็นผู้ที่ปรากฏอยู่ในคลิป ได้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.สมชาย จิรวรรค รอง ผกก.สส.สน.บางกอกน้อย พร้อมเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนกับเพื่อนได้นั่งดื่มกินกันที่ร้านอาหารย่านโพธิ์สามต้น ถ.อิสระภาพ แต่ได้เกิดอุบัติเหตุรถล้มทับเท้า จนได้รับบาดเจ็บนิ้วนางเท้าด้านขวาเป็นแผลฉกรรจ์ เพื่อนจึงได้พาตนมาส่งที่ห้องอุบัติเหตุ โรงพยาบาลศิริราช โดยพยาบาลได้ทำแผลเบื้องต้น ก่อนจะส่งไปเอ็กซเรย์บาดแผล แล้วให้นั่งรออยู่นาน

ตอนนั้นตนรู้สึกปวดแผลมาก และได้เห็นอาสากู้ภัยฯ ได้พาผู้บาดเจ็บอาการเข้ามาส่งที่โรงพยาบาล โดยพยาบาลได้รีบนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินทันทีและให้ตนนั่งรออยู่ที่หน้าห้อง โดยที่ตนก็ไม่รู้ว่าจะได้เย็บแผลเมื่อใด ประกอบกับมีอาการมึนเมา จึงเกิด บันดาลโทสะอาละวาดกับพยาบาล โดยกล่าวว่า ตนเป็นทหารกรมวัง เคยมาปฏิบัติภารกิจที่โรงพยาบาลศิริราชอยู่บ่อยครั้ง เมื่อถึงคราวตนเจ็บป่วยทำไมไม่ได้รับการดูแล จังหวะนั้นหันไปเห็นอาสากู้ภัยฯ นั่งคุยหัวเราะกันอยู่ จึงคิดว่าหัวเราะเยาะตน จึงได้เดินเข้าไปตบหน้านายนัทที อาสากู้ภัย 1 ครั้ง จากนั้นจึงเดินทางไปเย็บบาดแผลที่โรงพยาบาลธนบุรี จำนวน 16 เข็ม เพราะทนรอไม่ไหว

อย่างไรก็ตาม ตนไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องราวบายปลายขนาดนี้ ตนขอยอมรับผิดทุกประการ และจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นอีก ต้องขอโทษทั้งอาสากู้ภัยและโรงพยาบาลศิริราชด้วย

ด้านนายนัทที อายุ 32 ปี อาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู คู่กรณีที่ถูกตบหน้า กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ ตนได้รับผู้บาดเจ็บเป็นชาย จากสาเหตุรถจยย.ล้ม อาการสาหัสหมดสติ จากหน้า สน.บางขุนนนท์ มาส่งที่ห้องอุบัติเหตุ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์ได้รีบนำตัวเข้าห้องฉุกเฉินเพื่อช่วยชีวิตเป็นการด่วน ช่วงนั้นตนพร้อมกับเพื่อนอีก 2 คน จึงนั่งรออุปกรณ์ช่วยเหลือหน้าห้อง

ระหว่างนั้นจ่าเอกพานิช ได้เดินเข้ามาพูดจาหาเรื่องตน พร้อมกับบอกว่า ตนหัวเราะเยาะ แล้วก็ตบเข้าที่แก้มขวาของตน 1 ครั้ง จนหน้าสั่น ตนพยายามอธิบายแต่จ่าเอกพานิช ก็ไม่ฟัง ทำให้ตนต้องรีบไปแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางกอกน้อย โดยที่เพื่อนได้อัดคลิปไปลงโซเชียลดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ต่อมาตำรวจได้เชิญคู่กรณีมาเจรจากัน ซึ่งจ่าเอกพานิชก็ยอมขอโทษ โดยทั้งคู่ได้จับมือกันเลิกแล้วต่อกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทำการปรับจ่าเอกพานิช เป็นเงินจำนวน 1,000 บาท ข้อหาทำร้ายร่างกาย ก่อนจะแยกย้ายกันไป ซึ่งทางหน่วยต้นสังกัดจะพิจารณาโทษทางวินัยกับจ่าเอกพานิชอีกครั้ง

ลูกน้อยขวบเศษหายไป นึกว่าตกคลอง แต่เจอศพติดในท่อ

สลดหนูน้อยวัยขวบเศษ หายออกจากบ้าน เรียกร่วมกตัญญูช่วยดำน้ำหาในคลองก็ไม่เจอ สุดท้ายสงสัยมาเจอศพติดอยู่ในท่อส่งน้ำ

(27 เม.ย.) ร.ต.อ. มีศักดิ์ ศรีทอง รองสารวัตรสอบสวน สภ.สีบัวทอง ได้รับแจ้ง ว่ามีเด็กจมน้ำเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านหลังหนึ่งใน อำเภอแสวงหา จังหวัดอ่างทอง หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปพร้อมแพทย์เวรโรงพยาบาลแสวงหา และเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู

ที่เกิดเหตุบริเวณริมคลองสีบัวทอง เจ้าหน้าที่ร่วมกตัญญูได้น้ำชุดประดาน้ำลงดำใช้เวลาหลายชั่วโมง แต่ก็ยังหาไม่พบร่างของเด็ก หลังจากนั้นจึงเกิดข้อสงสัยว่า เด็กอาจจะตกลงไปในบ่อพักส่งน้ำจึงได้ให้ชาวบ้านสูบน้ำเข้าท่อส่งน้ำออก ก่อนจะพบรองเท้าไหลออกมาจากท่ออีกฝั่ง จึงให้เจ้าหน้าที่ อบต.สีบัวทอง นำรถแบ็กโฮมาขุดท่อปูนขนาด 40 ซ.ม. ห่างจากปากท่อที่สูบน้ำส่งมาประมาณ 10 เมตร ที่ฝั่งอยู่ใต้ดินขึ้นมา ในเวลาต่อมาจึงได้พบกับร่างเด็กชาย น้องพอล (นามสมมติ) อายุ 1 ขวบ 4 เดือน ที่หายตัวไป

นายคเชนทร์ อายุ 27 ปี พ่อเด็กได้เล่าให้ฟังว่า ตนได้ไปทำงานช่วงเช้า เด็กก็ได้อยู่กับแม่ แต่แม่เด็กเข้าใจว่าเด็กอยู่กับย่า เมื่อไปถามหาลูกกับย่า ย่าก็บอกว่าเด็กไปอยู่กับแม่เด็ก หลังจากนั้นแฟนก็ได้ออกตามหาจนทั่วแล้วก็ไม่พบตัวเด็ก จึงได้โทรบอกว่าเด็กหายไป พอมาทราบหาอีกทีก็พบว่าลูกได้เสียชีวิตไปแล้ว

เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ได้เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่า ได้รับแจ้งมีเด็กหายไปแต่หาบริเวณรอบบ้านจนทั่วแล้วแต่ก็ไม่พบ คาดว่าเด็กจะจมน้ำในบริเวณคลองสีบัวทอง จึงได้จัดชุดค้นหาผู้สูญหายใต้น้ำเพื่อดำน้ำหา แต่ก็หาไม่พบผ่านไปหลายชั่วโมง จึงเกิดสงสัยก็เลยลองให้ชาวบ้านสูบน้ำเข้าบริเวณท่อส่งน้ำดู ปรากฏว่ามีรองเท้าเด็กออกอีกทางของท่อส่งน้ำ จึงถามญาติว่าใช้รองเท้าเด็กที่หายไปหรือเปล่า ญาติได้บอกว่าใช่จึงตัดสินใจขุดท่อส่งน้ำช่วงกลางดู และประกฎว่าพบเด็กติดอยู่ในท่อ

เพราะศพ! หญิงจีนหลอนผวา กลางวันไม่ไปไหน กลางคืนก็ไม่กล้านอน

หญิงจีนหลอนผวา แม้เป็นกลางวันก็ไม่กล้าออกจากบ้าน กลางคืนยิ่งไม่กล้าเข้านอน พอคนรู้สาเหตุก็หวาดหวั่นพรั่นพรึงไปตามๆ กัน

เว็บไซต์ข่าวประเทศรายงานว่า หญิงชาวจีนแซ่จางคนหนึ่งในเมืองหยางโจว มณฑลเจียงซู ช่วงนี้ไม่กล้าออกไปไหนแม้เป็นกลางวันก็ตาม กลางคืนยิ่งไม่กล้าหลับตาเข้านอน จิตใจก็ไม่มั่นคง ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เธอหวาดกลัวขนาดนี้มาจากภายในโรงรถของตึกที่พักที่เธออาศัยอยู่ เนื่องจากมีโลงใส่ศพวางอยู่บริเวณนั้น และไม่ใช่แค่เธอคนเดียวที่หวาดกลัว เพื่อนบ้านหลายคนที่อยู่ในตึกเดียวกันก็หวาดหวั่นพรั่นพรึงไม่น้อย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามประเพณีของเมืองหยางโจว หากมีคนตาย ปกติจะเก็บศพไว้ราวๆ 2-3 วัน มากสุดก็ 4-5 วัน แล้วค่อยจึงมีพิธีเผา แต่ศพที่อยู่ในโรงรถนั้นกลับถูกเก็บไว้นานถึง 13 วันแล้ว โดยไม่รู้ว่าจะมีงานหรือพิธีเผาวันไหน

เพื่อนบ้านในตึกบอกกับผู้สื่อข่าวว่า ศพดังกล่าวเป็นของอาม่าวัย 70 ปีรายหนึ่ง เสียชีวิตไปเมื่อ 13 วันก่อน ส่วนศพก็ถูกตั้งไว้ที่โรงรถ เนื่องจากปัญหาเรื่องทรัพย์สมบัติ ที่ลูกสาว 2 คน และลูกชายอีก 1 คนของอาม่า ยังตกลงกันไม่ได้ จึงยังไม่มีพิธีเผาศพ อีกทั้งช่วงนี้อุณหภูมิอากาศนับวันก็ยิ่งสูงขึ้น การจะนำศพไปวางไว้ในโรงรถก็ยิ่งไม่ใช่เรื่อง

ด้านเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกล่าวว่า ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามไปพบครอบครัวดังกล่าวแล้ว แต่ก็ไม่มีสามารถทำการใดๆ ได้ ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความลำบากใจให้ทางเจ้าหน้าที่ไม่น้อย แม้จะติดต่อแจ้งความแล้ว แต่ตำรวจก็ยังไม่มีวิธีแก้ปัญหา

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบลูกชายของอาม่าที่บริษัทที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งเขาระบุและรับปากว่า เมื่อเขาและพี่สาวตกลงเรื่องทรัพย์สินในบ้านได้แล้ว พวกเขาจะจัดการงานศพของแม่ อย่างไรก็ตาม หลังเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันไม่น้อย

แมนมาก! สาวประเภทสองจบคดี ไม่เอาเรื่อง ส.ต.อ.ขี่ จยย. ล้มเอง

คนดีศรีกระบี่ “น้องซันนี่” สาวประเภทสอง คู่กรณีคดี “ส.ต.อ.” ขี่ จยย. ล้มเอง เผยทั้งโล่งอกทั้งดีใจที่จบเรื่อง ยันแค่คำขอโทษก็เพียงพอ เพราะหากฟ้องร้องจะเป็นทุกข์กันหมด

หลังจากที่ พ.ต.อ. สงบ จันทร์สิงห์ ผกก.สภ.เมืองกระบี่ ได้เรียก ส.ต.อ.ธนฤฤต บุญชู ผบ.หมู่(ป.) สภ.เมืองกระบี่ และ นายศิริพร โซ่แหลม อายุ 22 ปี สาวประเภทสอง ซึ่งเป็นคู่กรณีมาทำความเข้าใจกัน จากคดีดราม่าขี่จักรยานยนต์ล้มเอง จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วโลกออนไลน์ โดยระบุว่าเป็นการเข้าใจผิดกัน แต่ยังดีที่ ส.ต.อ.ธนกฤต และนายศิริพร ควบคุมสติและอารมณ์ได้ดี เพราะถ้าถึงขั้นชักปืนออกมาจากเอว อาจจะวุ่นวายบานปลายกว่านี้ ก่อนที่ ส.ต.อ.ธนกฤต จะยกมือไหว้ขอโทษคู่กรณีดังกล่าว

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 26 เม.ย. 60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายศิริพร โซ่แหลม หรือน้องซันนี่ ช่างเสริมสวย ได้เปิดเผยถึงความรู้สึกว่า รู้สึกโล่งใจและดีใจมากที่สามารถจบเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้ด้วยดี ตำรวจคู่กรณีก็ยอมรับแล้วว่าเข้าใจผิด ตนเองก็ไม่ติดใจเอาความ และไม่คิดจะฟ้องร้องหรือเรียกร้องอะไร แค่คำขอโทษก็เพียงพอแล้ว ไม่อยากเอาผิด ไม่อยากตัดอนาคต ต่างคนต่างก็ทำมาหากิน หากว่ามีการฟ้องร้องแจ้งดำเนินคดีก็จะเป็นทุกข์ทั้งสองฝ่าย เพราะต้องขึ้นโรงขึ้นศาล

“ตอนเกิดเหตุที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจล้ม หนูยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ตอนที่ถูกกระชากมือไปให้ยอมรับผิด ก็ยังงงๆ อยู่ แต่ก็แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการพาคนเจ็บไปโรงพยาบาลกระบี่ รวมทั้งจ่ายค่ายาให้ด้วย ก่อนจะขอตัวกลับ แต่ได้ให้เบอร์โทร.ติดต่อไว้ ถ้าหากมีอะไรฉุกเฉินมากกว่านั้น ป้องกันว่ายังไงหนูก็ไม่หลบหนี ซึ่งตอนนั้นยังไม่เห็นคลิป แต่พอเห็นคลิปถึงรู้ว่าหนูไม่ได้ทำอะไรเลย รถเขาล้มเอง แต่ช่างมันเถอะ เมื่อขอโทษกันแล้วมันก็จบ คนไทยเหมือนกันทั้งนั้น”

สะเทือนใจ! แม่เฒ่าตาบอดสนิทอยู่กับลูกสาวสติไม่ดี ซ้ำถูกข่มขืนหลายครั้งจนท้อง


ชีวิตจริงยิ่งกว่านิยาย ชาวโซเชียลสุดกลั้นน้ำตา แม่เฒ่าวัย 83 ตาบอดสนิท เดินไม่ได้ อาศัยอยู่กับลูกสาววัย 65 สติไม่ดี ซ้ำถูกข่มขืนหลายครั้งจนตั้งท้อง วอนสังคมช่วยเหลือ

วันที่ 27 เม.ย. 60 ได้มีเรื่องราวชวนหดหู่สะเทือนใจเกิดขึ้นในโลกโซเชียล เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “เมศ เมศ เจ้าชายน้อย” ได้นำภาพและเรื่องราวน่าเวทนาของแม่ลูกคู่หนึ่งมาเผยแพร่ โดยเป็นเรื่องราวของแม่เฒ่าวัย 83 ปี ตาบอดสนิท ลุกเดินไม่ได้ อาศัยอยู่ในบ้าน จ.สมุทรปราการ กับลูกสาววัย 65 ปี ซึ่งมีอาการทางสมอง (สติไม่ดี) ซ้ำยังเคยถูกข่มขืนมาแล้วหลายครั้งจนตั้งท้อง โดยผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าววอนสังคมโปรดเห็นใจและให้ความช่วยเหลือ

โดยระบุข้อความว่า แม่วัย 83 ปี พิการตาบอดสนิทตอนนี้ลุกเดินไม่ได้ ลูกสาววัย 65 ปี มีอาการทางสมอง (สติไม่ดี) ซ้ำร้ายอดีตที่ผ่านมาโดนข่มขืนมาหลายครั้ง จนเคยตั้งท้องมาแล้ว 2 ครั้ง เรื่องราวชีวิตจริงของ 2 แม่ลูกที่เมศและทีมงานได้รับฟังมันสุดรันทดแสนหดหู่สะเทือนใจให้เป็นอย่างมาก

“สวัสดีครับเมศเดินทางมาที่ บางบ่อ สมุทรปราการ หลังจากเดินทางมาถึงพบเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น อยู่ติดริมคลอง และบ่อเลี้ยงปลา สภาพทางจากปากซอยหนทางกันดารอย่างมาก ระยะทางกว่า 1 กิโลกว่า รถยนต์เล็กไม่สามารถเข้าถึงบ้านได้ ต้องใช้รถกระบะสูงเท่านั้น พอมาถึงต้องจอดรถแล้วเดินเข้าไปที่ตัวบ้าน ระยะทางเกือบ 800 เมตร ต้องเดินผ่านบ่อปลาและป่ารกอย่างมาก พอมาถึงตัวบ้านพบสภาพบ้านทรุดโทรมเป็นอย่างมากที่สุด”

“หลังจากที่ได้คุยกับพลเมืองดีท่านนึง จึงทราบเรื่องราวว่า…คุณยายชื่อ คุณยาย สมใจ (ยาย ยะ) อายุ 83 ปี มีอาการตาบอดสนิทมองไม่เห็นอะไร ปัจจุบันคุณยายไม่สามารถลุกเดินไปไหนได้ พักอาศัยอยู่กับลูกสาววัย 65 ปี ลูกสาวคุณยายมีอาการทางสมอง (สติไม่ดี) แต่พูดจาพอจับใจความได้”

“โดยทุกวันลูกสาวจะพักอาศัยอยู่กับแม่ในบ้านหลังนี้ เวลาหิวข้าวก็จะออกเดินผ่านบ่อปลา ผ่านป่า เพื่อไปขอข้าวจากเพื่อนบ้านเอามาให้แม่และตัวเองกิน ซ้ำร้าย..จากที่คุยกับพลเมืองดีเล่าว่า เมื่ออดีตที่ผ่านมา ลูกสาวที่มีอาการทางสมอง (สติไม่ดี) นั้น เคยโดยข่มขืนมาแล้วหลายครั้ง บางครั้งโดนทำร้ายต่อหน้าแม่ตัวเอง แต่ด้วยสายตาที่มองไม่เห็นจึงไม่สามารถช่วยลูกสาวตัวเองได้ จนลูกสาวเคยตั้งท้องมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยเด็กที่เกิดออกมาได้มีพลเมืองดีรับเลี้ยงดูแล ส่วนคนร้ายทราบจากพลเมืองดีว่าตอนนี้ได้เสียชีวิตไปแล้ว”

“ปัจจุบันคุณยายยะและลูกสาวต้องพักอาศัยแบบไม่มีกิน ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แต่ยังมีเพื่อนบ้านที่ให้ความเป็นห่วง เดินผ่านป่า ผ่านบ่อน้ำ มาดูแลตามกำลัง โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาคุณยายเกิดไม่สบาย ได้มีคนพาคุณยายไปหาหมอและพากลับบ้าน”

“แต่ไม่พาคุณยายส่งถึงบ้าน กลับมาวางคุณยายไว้ที่ข้างคลอง จนคุณยายตกลงไปในคลองต้องนอนแช่น้ำแบบนั้น 3 – 4 ชั่วโมงกว่าจนมีคนมาพบเห็นและช่วยเหลือคุณยายขึ้นมาจากน้ำในคลอง คุณยายและลูกสาวไม่มีญาติที่ไหน สามีก็เสียชีวิต”

ผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าวยังระบุด้วยว่า เบื้องต้นได้ให้เงินส่วนตัวไว้กับทางพลเมืองดีท่านนี้จำนวนหนึ่ง เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือดูแลคุณยายและลูกสาว พลเมืองดีท่านนี้ขอแค่อยากได้ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยารักษาโรค เอาไว้ให้กับคุณยายและลูกสาว และสำคัญที่สุด อยากได้ห้องเล็กๆ ที่พอพักอาศัยได้ จะให้คุณยายและลูกมาอยู่ใกล้ๆ บ้าน เพื่อความปลอดภัยกับลูกสาวและคุณยายที่ไม่ต้องเดินผ่านป่าและบ่อน้ำอีก

โดยกล่าวทิ้งท้ายว่า หากเพื่อนๆ ต้องการช่วยเหลือบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือคุณยายสามารถส่งของไปที่บ้านเลขที่ 413/1 หมู่ 3 ตำบล คลองด่าน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ 10550 และระบุด้วยว่า เคสคุณยายแม่ลูก ตนและทีมงานพิจารณาดูแล้ว ไม่สามารถลงเลขบัญชีได้ จึงไม่ขอรับการบริจาคเป็นเงินทั้งสิ้น

รวมทั้งขอบคุณทีมงานทุกคน และชาวบ้านทุกท่านที่ยื่นมือมาช่วยเหลือชีวิตของ 2 แม่ลูกตามกำลังของแต่ละคน โดยกล่าวว่าได้รับทราบเรื่องราวข้อมูลทั้งหมดจากพลเมืองดีหลายๆ ท่าน และได้ขออนุญาตจากพลเมืองดีและชาวบ้านหลายท่านให้ถ่ายรูปและนำรายละเอียดเรื่องราวพร้อมรูปถ่ายลงสื่อออนไลน์เรียบร้อยแล้ว

วินจยย.ห้ามโจ๋ฉี่ข้างทาง เจอฟันขาหวิดขาด แม่เฒ่าห้ามยังไม่ฟัง

ลูกชายวัย 44 ปี หลงเดินทางผิดค้ายาบ้า อ้างหาเงินเลี้ยงครอบครัว ขอกราบลาบุพการีชดใช้กรรม ก่อนเจ้าหน้าที่จะคุมตัวไปดำเนินคดีตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 17.00 น. (26 เม.ย.) นายนรเสฏฐ์ ศรีตะพัสโส นายอำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี พร้อมด้วย นายอภิวัฒน์ สาลีวัน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง และกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นำกำลังเข้าจับกุมตัว นายธวัชชัย อายุ 44 ปี ในข้อหาเสพยาเสพติด และครอบครองเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ของกลางยาบ้า 2 เม็ด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (27 เม.ย.) เมื่อเวลา 03.30 น.  พ.ต.ท.เฉลียว บุญคุ้ม สว.(สอบสวน) รับแจ้งเหตุวัยรุ่นใช้อาวุธมีดทำร้ายร่างกายประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบริเวณปากซอยเฉลิมพระเกียรติ 29 สายสาม ม.10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจและเจ้าหน้าที่กู้ภัยสว่างบริบูรณ์ธรรมสถานเมืองพัทยารีบรุดไปตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบริเวณบ้านหลังหนึ่งภายในซอยดังกล่าว พบข้าวของแตกกระจัดกระจาย เกลื่อนบ้าน พบร่างผู้บาดเจ็บทราบชื่อคือ นายอณุภาพ อายุ 53 ปี อาชีพขับวิน จยย.รับจ้าง ถูกทำร้ายได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะฉีกขาดขนาดใหญ่ ฟกช้ำตามร่าง ข้อเท้าขวาถูกฟันเกือบขาดห้อยร่องแร่งเลือดไหลนองพื้น เจ้าหน้าที่กู้ภัยฯให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาล อย่างเร่งด่วน

สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า วัยรุ่นที่นั่งดื่มสุราอยู่ในร้านเหล้าริมถนนสายสาม เดินข้ามถนนมาปัสสาวะริมทาง ซึ่งมีผู้คนกำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่เป็นจำนวนมาก นายอนุภาพ ผู้ได้รับบาดเจ็บ เห็นว่าไม่เหมาะสมจึงเข้าไปห้ามปราม ทำให้วัยรุ่นไม่พอใจและมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน

แต่นายอนุภาพ ผู้ได้รับบาดเจ็บ สู้ไม่ไหวจึงวิ่งหนีเข้าบ้าน แต่วัยรุ่นคนดังกล่าวได้ไปตามกลุ่มเพื่อนตามบุกเข้าไปรุมทำร้ายถึงบ้าน จนได้รับบาดเจ็บสาหัสหลังก่อเหตุกลุ่มวัยรุ่นก็พากันวิ่งขึ้นหลังกระบะหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

จากการสอบถาม นางละออง อายุ 79 ปี แม่ผู้ได้รับบาดเจ็บ เล่าอีกว่า ขณะเกิดเหตุนอนหลับอยู่ในบ้าน ได้ยินเสียงดังโวยวาย จึงเปิดไฟออกมาดูก็พบว่ากลุ่มวัยรุ่นกำลังรุมตี รุมฟันลูกชายอย่างไร้ความปราณี ถึงแม้ตะโกนห้ามปราม กลุ่มวัยรุ่นก็ไม่ฟังเสียงกระหน่ำตีและทุบด้วยกระถางต้นไม้ไม่ยั้งมืออย่างโหดเหี้ยม

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดจับคนร้ายตามเส้นทางที่คาดว่าคนร้ายน่าจะหลบหนีผ่านไปแต่ก็ไร้วี่แวว จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิด เพื่อติดตามตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เจาะราคาเรือดำน้ำทั่วโลก ประเทศอื่นจ่ายเงินเท่าไรเพื่อสิ่งนี้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ตามมาด้วยคำถามมากมายทันที เมื่อมีการเปิดเผยตัวเลขมูลค่าเรือดำน้ำที่รัฐบาลไทยสั่งซื้อจากจีนในราคา 13,500 ล้านบาท มาดูกันว่าราคาของเรือดำน้ำของประเทศอื่นๆ นั้น จะแตกต่างจากเรือดำน้ำของไทยมากน้อยแค่ไหน

และนี่คือราคาเรือดำน้ำในประเทศต่างๆ ที่เราหาข้อมูลมาเพื่อไขข้อสงสัยครั้งนี้

อินโดนีเซีย

เริ่มกันที่ประเทศใกล้ๆ อย่างอินโดนีเซียก่อน เมื่อปี 2011 มีรายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียทำสัญญาบริษัท Daewoo ของเกาหลีใต้ สั่งซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 36,800 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเฉลี่ยแล้วจะตกลำละ 12,300 ล้านบาท โดยมีกำหนดส่งมอบเรือดำน้ำภายในปี 2016

อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปี 2014 มีข่าวว่ากำหนดการส่งมอบจะล่าช้ากว่าเดิมที่ทำสัญญาไว้ และรัฐบาลอินโดนีเซียยังจ่ายเงินเพิ่มอีก 8,600 ล้านบาท เพื่ออัพเกรดเรือดำน้ำให้ล้ำยิ่งขึ้นอีกด้วย

ออสเตรเลีย

เมื่อปลายเดือนเมษายน ปี 2016 มัลคอล์ม เทิร์นบูลล์ นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ประกาศว่า รัฐบาลได้ซื้อเรือดำน้ำจากบริษัทผลิตอาวุธของฝรั่งเศส จำนวน 12 ลำ ราคารวม 50,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท โดยเมื่อนำราคานี้มาหารด้วยจำนวนเรือดำน้ำที่ซื้อ สนนราคาของเรือดำน้ำของออสเตรเลียล็อตนี้จะอยู่ที่ลำละ 108,260 ล้านบาท

ญี่ปุ่น

เมื่อปี 2013 กองทัพเรือญี่ปุ่นได้จัดพิธีเปิดตัว Kokuryu เรือดำน้ำลำใหม่ มูลค่า 53,400 ล้านเยน หรือประมาณ 16,600 ล้านบาท ที่เราใช้คำว่า ‘พิธีเปิดตัว’ กับเรือดำน้ำ ก็เพราะว่างานนี้มีทั้งบอลลูน ลูกโป่ง และสายรุ้ง ซึ่ง NoozUP เดาว่าคงจะเป็นประเทศเดียวในโลกที่เปิดตัวยุทโธปกรณ์ได้คาวาอิขนาดนี้

อิสราเอล

หลังจากอิสราเอลทำสัญญาสั่งซื้อเรือดำน้ำจากเยอรมนีทั้งหมด 5 ลำไปแล้วเมื่อปี 2012 พอมาถึงปี 2016 มีรายงานว่ารัฐบาลอิสราเอลตัดสินใจสั่งซื้อลำที่ 6 ซึ่งอยู่นอกเหนือสัญญาที่ตกลงกันไว้ในตอนแรก มูลค่าของเรือดำน้ำที่ซื้อในปี 2016 อยู่ที่ 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 17,200 ล้านบาท โดยจุดประสงค์ของการสั่งซื้อเรือดำน้ำของอิสราเอลนั้น หลักๆ เป็นไปเพื่อใช้รับมือกับอิหร่าน

สหรัฐอเมริกา

เรือดำน้ำจู่โจมตระกูล SSN-774 ไม่ใช่ของใหม่สำหรับกองทัพสหรัฐฯ เพราะมีการนำเรือดำน้ำตระกูลนี้มาใช้ตั้งแต่ปี 1998 แต่ในปีงบประมาณ 2017 ทางรัฐบาลได้สั่งซื้อเรือดำน้ำ SSN-774 เพิ่มอีก 2 ลำ โดยราคาของเรือดำน้ำต่อลำอยู่ที่ประมาณ 2,704 ล้านดอลลาร์ฯ สหรัฐ หรือราว 93,000 ล้านบาท หากส่งมอบเรือดำน้ำทั้ง 2 ลำนี้เรียบร้อย จะส่งผลให้สหรัฐฯ มีเรือดำน้ำ SSN-774 ในกองทัพ ทั้งหมด 26 ลำ

เยอรมนี

ปิดท้ายกันที่เยอรมนี หนึ่งประเทศซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องบริษัทผลิตยุทโธปกรณ์ เมื่อปลายปี 2015 กองทัพเรือเยอรมันก็ได้รับต้อนรับน้องใหม่เป็นเรือดำน้ำรุ่น U35 มูลค่า 500 ล้านยูโร หรือประมาณ 18,800 ล้านบาท โดยเรือดำน้ำรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ทันสมัยมากที่สุดรุ่นหนึ่ง ผลิตโดยบริษัทที่ตั้งอยู่ในเมือง Kiel ทางตอนเหนือของเยอรมนี

หมายเหตุ: ตัวเลขนี้เป็นการเปรียบเทียบงบฯ ในการจัดซื้อของแต่ละประเทศ แต่ไม่ใช่ราคาของเรือดำน้ำรุ่นเดียวกัน

คนเกาะเสม็ดลงมติ ไม่ให้จัดคอนเสิร์ตดัง “เสม็ดอินเลิฟ” อีกแล้ว

ตัวแทนชาวบ้าน-ผู้ประกอบการเกาะเสม็ด ประชุมร่วมหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า ลงมติขอให้ยกเลิกคอนเสิร์ตดัง “เสม็ดอินเลิฟ” เหตุจัดมา 7 ปีมีแต่ผลเสีย

(26 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ห้องประชุม สำนักงานอุทยานแห่งชาติเกาะเสม็ด ตำบลเพ อำเภอเมือง จังหวัดระยอง ได้มีตัวแทนชาวบ้านและผู้ประกอบการ นำโดย นางสมปอง รัตนปัญญา ตัวแทนผู้ประกอบการเรือเร็ว นางสาว จันทร์จิรา สังข์สุวรรณ์ นายกสมาคมคนรักษ์เสม็ด ประชุมแสดงความคิดเห็นต่อการจัดงานคอนเสิร์ตเสม็ดอินเลิฟ ที่กำลังจะมีขึ้นอีกครั้งเป็นปีที่ 8 ในวันที่ 3 มิถุนายน 2560 ที่จะถึงนี้ โดยมี นายประยูร พงษ์พันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด เป็นประธานการประชุม แสดงความคิดเห็น

นางสาวจันทร์จิรา กล่าวว่า คอนเสิร์ตเสม็ดอินเลิฟ ได้จัดติดต่อกันมาแล้ว 7 ปี รายได้เป็นของผู้จัดงานทั้งหมด แต่กลับทิ้งภาระหนักให้กับคนที่อยู่บนเกาะ เช่น ก่อนการจัดงานจะมีทีมงานมาพักบนเกาะ ได้พักในโรงเรียน ใช้น้ำไฟของโรงเรียน ส่วนการจองห้องพักทีมงานใช้วิธีการล็อกห้องจากผู้ประกอบการ แล้วเอาไปปล่อยขายให้นักท่องเที่ยว เพื่อรับผลกำไร

แถมยังให้ลูกค้าเข้ามาพักเกินจำนวนที่ห้องจะรับได้ เช่น ห้องพัก 1 ห้องสามารถเข้าพักได้ 5 คน แต่ปรากฏว่าแขกเข้ามาพัก-อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสิบๆ คน เมื่อทางผู้ประกอบการต้องการขอให้จ่ายเพิ่ม ก็มักจะได้รับคำตอบว่า “จ่ายเงินไปหลายพัน ทำไมจะพักไม่ได้ แค่ใช้น้ำ ไม่ได้นอน งานเลิกก็กลับแล้ว”

อีกทั้งยังมีปัญหาวัยรุ่นตีกันทะเลาะกัน บางครั้งก็มุดรั้วเข้ามาในบ้าน ทำบ้านพักสกปรก บางครั้งต้องจ่ายค่าซ่อมแซม ซึ่งสภาพสิ่งเหล่านี้คือการทิ้งภาระให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังต้องแบกรับกันต่อไป นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดมลพิษน้ำเสี และขยะ โดยเฉพาะเรื่องของน้ำอุปโภคบริโภค โดยปกติการซื้อแต่ละครั้งจะใช้ได้หลายวัน แต่เมื่อมีการจัดคอนเสิร์ตเสม็ดอินเลิฟ ผู้คนบนเกาะต้องระดมทรัพยากรต่างๆ มาเพื่อการใช้ในงานนี้เพียงอย่างเดียวในปริมาณที่มากหลายเท่าตัว

และที่สำคัญคือเมื่องานจัดแล้วเสร็จ ก็ไม่ได้มีการบริหารจัดการต่อ นอกจากภาพข่าวที่ออกไปในทุกๆ ปีว่า เกาะเสม็ดขยะล้น มีแต่น้ำเสีย ส่วนภาคธุรกิจต่างๆ ที่หลายคนเข้าใจกันว่า การค้าขายดีเพราะลูกค้าเยอะ ไม่ว่าจะเป็นผับบาร์ ร้านอาหารต่างๆ แต่ในความในเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครขายอะไรได้เลย เพราะผู้จัดงานต่างตระเตรียมมาเองทั้งหมด ส่วนคนที่มาก็เที่ยวงาน เมื่อคอนเสิร์ตจบก็เดินทางกลับไป ชาวบ้านที่เกาะจึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในรายได้จากกิจกรรมดังกล่าว

นอกจากนี้ ยังประเด็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เมื่อปีที่แล้วการจัดงานครั้งล่าสุด เกิดเหตุเรือชนกันในงาน มีผู้บาดเจ็บประมาณ 30 กว่าคน เจ้าของงานแทบจะรับผิดชอบไม่ไหว มีหลายคนที่อาการยังไม่ดีต้องรักษาตัว จนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครเข้ามาดูแลรับผิดชอบ จึงไม่อยากให้มีคอนเสิร์ตเสม็ดอินเลิฟขึ้นในพื้นที่อีกต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมดังกล่าว นายประยูร พงษ์พันธ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า หมู่เกาะเสม็ด ได้ขอให้ผู้ไม่เห็นด้วยกับการจัดคอนเสิร์ตช่วยยกมือลงมติ ปรากฏว่าผู้เข้าประชุมทั้งห้องพากันยกมือ ซึ่งจากมติหลักคือเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสมกับการจัดงานรื่นเริงใหญ่ๆ เพราะยังอยู่ในช่วงไว้อาลัยฯ , ปริมาณขยะจำนวนมากส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ , เป็นสิ่งที่ขัดกับนโยบายการจัดระเบียบในปัจจุบัน ที่ให้ลดการใช้เสียงของสถานบันเทิง เวลา 23.00 น. และปิดร้านเวลา 00.00 น. และการจัดสถานที่ที่ไม่เหมาะสมจัดตั้งเวทีไว้บริเวณน้ำทะเลท่วมถึง

โดยหลังจากนี้ ทางอุทยานฯ จะทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อนำส่งต่อไปยังผู้บังคับบัญชาระดับสูงดำเนินการต่อไป ซึ่งมติดังกล่าวยังไม่ได้มีผลต่อการจัดงานคอนเสิร์ต เสม็ดอินเลิฟ ครั้งที่ 8 ต้นเดือนมิถุนายนนี้ และปัจจุบันคอนเสิร์ตยังไม่ได้ยกเลิกจัดงานแต่อย่างใด

ญาติฝ่ายหญิงเผยปมสลด ก่อนพ่อไลฟ์สดแขวนคอลูกน้อย

จากกรณีนายวุฒิสรรค์ อายุ 21 ปี ชาว จ.ภูเก็ต ก่อเหตุพา น้องเบต้า ลูกน้อยวัย 11 เดือน ไปแขวนคอบนชั้นดาดฟ้าในโรงแรมร้างแห่งหนึ่งในพื้นที่ ม.3 ต.สาคู อ.ถลาง จ.ภูเก็ต โดยได้ไลฟ์สดวีดีโอผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วย ซึ่งหลังจากฆ่าแขวนลูกสาวตัวเองตายไม่นาน นายวุฒิสรรค์ก็ผูกคอตายตาม
ล่าสุด (25 เม.ย.) เมื่อเวลา11.10 น. ทางแม่ของนายวุฒิสรรค์พร้อมญาติของผู้ตายทั้ง 2 ฝั่ง เดินทางมารับศพสองพ่อลูกที่ห้องเก็บศพโรงพยาบาลถลาง จ.ภูเก็ต ไปบำเพ็ญพิธีกรรมทางศาสนา โดยศพของนายวุฒิสรรค์นั้น แม่ได้นำไปประกอบพิธีฝังตามศาสนาอิสลาม ที่กุโบร์มัสยิดบ้านนาใน(มุดดอกขาว) ต.เทพษัตรี อ.ถลาง จ.ภูเก็ต

จากการสอบถาม น.ส.จินดา มารดาผู้ตาย ทราบว่า ตนเองเป็นหม้าย มีบุตรชายเพียงคนเดียว อาศัยอยู่ด้วยกันทั้งบุตรชาย และลูกสะใภ้ และขอไม่พูดอะไร กล่าวเพียงสั้นๆ ว่าลูกของตนผิดเองเท่านั้น

ส่วนศพของน้องเบต้า ได้มี น.ส.จิรานุช ผู้เป็นแม่ พร้อมครอบครัว เดินทางมารับศพไปประกอบพิธีทางศาสนาพุทธโดยตั้งศพที่วัดศรีสุนทร อ.ถลาง.จ.ภูเก็ต ซึ่งบรรยากาศการรับศพเป็นไปด้วยความเศร้าโศก

ด้าน นายจรัล ตาของน้องเบต้า กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุนั้นลูกสาวได้เดินทางมาที่บ้านตน เนื่องจากถูกนายวุฒิสรรค์ทำร้ายร่างกายบีบคอแล้วจะเอามีดแทง แต่ลูกสาวตนสามารถเกลี้ยกล่อมผู้ตายให้ยอมได้ จนผู้ตายเผลอหลับลูกสาวจึงปรึกษาแม่นายวุฒิสรรค์ว่าจะทำอย่างไร แม่นายวุฒิสรรค์บอกให้ลูกสาวตนออกมาบ้านตนก่อน หวั่นจะถูกนายวุฒิสรรค์ฆ่าเอาเนื่องจากเมาน้ำกระท่อม บวกพิษแรงหึงหวงอย่างรุนแรงด้วย

ขณะที่ น.ส.สุภาพร พี่สาว น.ส.จิรานุช เปิดเผยว่า ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นเพราะความหึงหวงของฝ่ายชายเป็นหลัก และบวกกับความเจ้าชู้ของฝ่ายชายที่ชอบมีหญิงอื่นเป็นประจำ และชอบทำร้ายลูกติดภรรยา หลานชายวัย 5 ขวบ ของตนเสมอ เนื่องจากไม่ชอบพ่อของเด็กที่เป็นสามีเก่าของ น.ส.จิรานุช จนเป็นสาเหตุหลักในการทะเลาะกัน และน้องสาวก็มาปรึกษาตลอดว่าจะทำอย่างไร ซึงหลังจากทราบว่านายวุฒิสรรค์นำน้องเบต้าออกจากบ้านไป ก็ตามหากันตั้งแต่ตอนบ่ายแต่ถูกผู้ตายล่อหลอกตลอดเวลา ทำให้หาไม่พบ จนมาพบกลายเป็นศพแล้ว

ทั้งนี้ น.ส.จิรานุช ภรรยาของนายวุฒิสรรค์ และแม่น้องเบต้า กล่าวทั้งน้ำตาว่า อยากให้คนที่รักกันอย่าทำร้ายกันอย่างคู่ของตนเลย เพราะมันทำให้คนที่เกี่ยวข้องเสียใจทุกฝ่าย

เวทนา คนไทยขอเด็กต่างด้าวมาเลี้ยง ทำร้ายทารุณปล่อยหิวโซ

ชาวบ้านสุดทนแจ้งตำรวจและกู้ภัย ช่วยเด็กชาวกัมพูชา 8 ขวบ ถูกคนไทยที่รับมาเลี้ยงทารุณ

(25 เม.ย.) เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 เม.ย. 60 ศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรบ่อวินได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีเด็กถูกทำร้ายร่างกายมีบาดแผลพุพองเต็มตัว พ.ต.อ.กรพัฒน์ หอมหวล ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบ่อวินสั่งการไปยัง ร.ต.ท.จักรกรี ชนะงาม รองสารวัตรปราบปราม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคม จุดบ่อวิน เข้าตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุบริเวณหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง หมู่ 3 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี พบ 2 พนักงานโรงงานเป็นผู้แจ้งและพบเด็กคนเด็กกล่าวเดินโซซัดโซเซมาพร้อมกับบาดแผลพุผองตามร่างกาย คล้ายถูกน้ำร้อนลวก และตามเนื้อตัวมีร่องรอยเหมือนถูกทำร้าย สภาพหิวโซ เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านซื้อน้ำและขนม นมให้รับประทาน ถามเด็กจะกลับบ้านไหมไม่ตอบส่ายหน้าอย่างเดียว มีอาการหวาดกลัวตลอดเวลา

เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบถามประชาชนบริเวณใกล้เคียงทราบว่า เด็กคนดังกล่าวชื่อ น้องฟ้า อายุ 8 ขวบ ซึ่งเป็นลูกของแรงงานชาวกัมพูชาได้ทิ้งไว้ และ นางสาวเตือนใจ อายุ 38 ปี ไปขอรับมาดูแล จากการสอบถามเพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณนั้นทราบว่า มีการกักขังเด็ก บางครั้งก็ตีเด็กคนดังกล่าวเป็นประจำ จนชาวบ้านแถวนั้นเห็นทนไม่ได้พยายามหาทางช่วยเด็กหลายครั้ง

ในเบื้องต้นทางพนักงานสอบสวนจะเรียก นางสาวเตือนใจ ไปสอบปากคำเพิ่มเติม โดยหน่วยกู้ภัยศีลธรรมสมาคม จุดบ่อวิน ได้ประสานไปยังโรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่อทำการรักษาให้เด็กปลอดภัยเนื่องจากกลัวแผลติดเชื้อ และ เตรียมประสานไปยัง มูลนิธิปวีณาเพื่อรับไปดูแลต่อไป